เรื่องสั้น เพื่อชีวิตไม่สั้น
เรื่อง “อำนาจ สัญญาจ้างงาน และความเป็นมนุษย์”
โดย สุรพล จรรยากูล
..............................................
ตอนที่ 1
“อาจารย์ทำให้พวกเรายุ่งกันไปหมดเลยนะครับ”
เสียงที่ฟังดูนุ่มนวลและสุภาพ ในประโยคแรกที่กระผมได้ยิน เมื่อสายตาของกระผมเงยหน้าขึ้นไปมองผู้ที่กำลังจะนั่งลงในเก้าอี้โซฟาตัวติดกัน ขณะนั่งรอเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง ต่อคณะอนุกรรม การสิทธิมนุษยชนด้านแรงงาน ณ สำนักงาน กสม. ใกล้กับสะพานหัวช้าง ในช่วงใกล้เที่ยง ของวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2551
ผมประหลาดใจมาก กับคำพูดเช่นนั้น เพราะประโยคนี้เป็นประโยคแรกในรอบเกือบ 5 ปี ที่กระผมได้ยินต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งแรก จากปากของ“ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ มศว” ภายหลังจากที่กระผมโอน จากการเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เพื่อมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือของ มศว
กระผมไม่แน่ใจว่า ท่านคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ และท่านผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม ซึ่งกำลังนั่งลงอยู่ใกล้ๆได้ยินประโยคดังกล่าวหรือไม่ และหากได้ยิน ท่านทั้งสองจะรู้สึกอย่างใด ผมไม่อาจคาดเดาใจของท่านได้
นั่นไม่สำคัญเท่าไรนักหรอก สิ่งที่สำคัญและน่าสนใจก็คือ คำพูดเช่นนี้เกิดขึ้นระหว่าง“ผู้ทรงอำนาจ”ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด และ“ผู้ไร้อำนาจ”เช่นตัวกระผมเอง และเกิดขึ้นในบริเวณห้องรับแขกของสำนักงาน กสม. เพื่อรอเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของพนักงาน มศว ในการร้องเรียนต่อศาลปกครอง อันเนื่องมาจากสัญญาจ้างงาน(ที่ไม่เป็นธรรม???)
แม้ในสำนักงาน กสม. “อาการเสพติดอำนาจ”ของการข่มขู่ คุกคาม ข่มขวัญ และกล่าวหา ในนามของ “อำนาจที่เหนือกว่า” ยังไม่ลดละที่จะแสดงตัวตนออกมา ต่อผู้ที่ด้อยกว่าทั้งในตำแหน่งฐานะ อำนาจ และโอกาสที่จะถ่วงดุล
ความศักดิ์สิทธิ์ของ กสม.ในฐานะองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ดูจะไร้ความหมายไปเสียกระมัง สำหรับอดีตสมาชิก สนช.บางคน
หากผู้ที่ได้ยินประโยคดังกล่าว มิใช่ตัวกระผมเอง เป็นคนอื่นๆใน มศว กระผมไม่แน่ใจว่าผู้ที่ได้ยินจะมีอาการถึงขั้น“ขี้แตก ขี้แตน” หรือ “ขี้ราด เยี่ยวราด”หรือไม่
โชคดี ที่ขณะนั้นและในเวลานั้น กระผมมีความรู้สึกว่า กระผมได้อยู่ใกล้ๆกับอาจารย์ของกระผมคนหนึ่ง อาจารย์ผู้ซึ่งเคยสั่งสอนกระผมมาเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ในขณะเวลาที่กระผม ยังเป็นนักศึกษาผู้เบาปัญญา ของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์(แม้ขณะนี้ ปัญญาของกระผมก็ยังมิได้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเท่าไรนัก) และในเวลานี้ ท่านดำรงตำแหน่งเป็นประธาน กสม. องค์กรที่กระผมเชื่อมั่นว่า จะมีคำตอบที่น่ารับฟังและรับฟังได้เสมอสำหรับการแสวงหา“ความเป็นธรรม” ในสังคมที่มุ่งแข่งขันและมุ่งเอารัดเอาเปรียบกันในยุคปัจจุบัน
ตอนที่ 2
“อาจารย์สุรพล มาคนเดียวหรือคะ”
นั่นเป็นคำถามที่แฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ หลังจากบุคคล 3 คนในฝ่ายผู้ถูกฟ้องร้องเข้าไปปรากฏตัวต่อคณะอนุกรรมการ ก่อนที่กระผมจะตามเข้าไปในห้องนั้น
เป็นความประหลาดใจ ที่กระผมพอจะคาดเดาได้ว่า ในฝ่ายผู้เสียหายที่ได้ฟ้องร้องน่าจะมีจำนวนไม่น้อย และน่าจะมาร่วมกับกระผม และมาร่วมกันให้ข้อมูล พร้อมๆกับการให้กำลังใจที่เปี่ยมล้น
แม้กระผมจะไม่ได้ยินเสียงว่า “อาจารย์สุร พล สู้สู้ อาจารย์สุรพล สู้ตาย อาจารย์สุรพล ไว้ลาย สู้ตาย สู้สู้” เพื่อ cheer up กระผมให้ฮึกเหิมและก้าวไปข้างหน้า อย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคง เหมือนนักกีฬาทีมชาติ แต่กระผมได้ยินเสียงของหลายๆคน ที่พยายามสะท้อนวลีที่ว่า“สัญญาทาส” ขณะที่บางเสียงกล่าวสั้นๆว่า “แย่จังเลยค่ะ” บางเสียงปรากฏพร้อมกับสีหน้าที่ดูหดหู่ และกังวลใจอย่างยิ่งว่า“หนูจะไปมีปัญญาเรียนต่อที่ไหน” เสียงที่หลากหลายและต่างถ้อยคำเหล่านี้ พยายามจะบอกกระผมในทำนองเดียวกันว่า “อาจารย์สุรพล ช่วยพวกเราด้วยค่ะ”เสียงเหล่านี้ เป็นเสียงของบุคคลที่เป็นครูของลูกสาวของกระผม ทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตกาลอันใกล้ เป็นเสียงของเพื่อคณาจารย์ร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกันกับกระผม เป็นคณาจารย์ที่กระผมไม่เห็นว่าพวกเขาควรจะเป็น“พลเมืองชั้นสอง” ในบริบทของการใช้อำนาจกระทำต่อของฝ่ายบริหารของ มศว
เสียงแว่วที่ว่า“อาจารย์สุรพล ช่วยพวกเราด้วยค่ะ” ชวนให้กระผมกลับไปทบทวนประโยคข้างต้นของผู้ทรงอำนาจที่ว่า “อาจารย์ทำให้พวกเรายุ่งกันไปหมดเลยนะครับ” คำว่า “พวกเรา”คำเดียวกันนี้ ในทั้ง 2 ประโยคข้างต้น ช่างมีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง ..... แล้วตัวกระผมเอง .......“พวกไหนกันแน่วะ???”
ผมเชื่อมั่นด้วยสามัญสำนึก และสติสัมป ชัญญะ ของกระผมเองว่า “พวกเรา”ในประโยคแรกสุดที่กระผมได้ยินมาต่อหน้าต่อตาของกระผม คงไม่มีตัวกระผมป็นสมาชิกอยู่ในนั้นเป็นแน่แท้ ไม่เช่นนั้น กระผมและ“พวกเขา”คงไม่ต้องมาเผชิญหน้ากันที่ สำนักงาน กสม.
“พวกเขา”ที่กระผมเรียก หรือ“พวกเรา”ที่พวกเขาอ้างถึง เป็นผู้ร่วมกันจัดทำสัญญาจ้างงานสำหรับคณาจารย์ที่เป็นพนักงาน มศว ขณะที่ “พวกเรา”ในวลี“ช่วยพวกเราด้วยค่ะ ”เป็นผู้ถูกสัญญานั้นบังคับใช้
การอยู่ตรงกลาง ในแง่ภูมิศาสตร์หรือในแง่กายภาพ คงใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อกระผมถูกเขี่ยออกจาก“พวกเรา”ประเภทหนึ่ง กระผมก็ต้องเป็น“พวกเรา”อีกประเภทหนึ่งจนได้ แล้วฐานยืนของกระผมคืออะไร กระผมถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ยึดเอามิจฉาทิฐิเป็นพื้นฐานอยู่หรือเปล่า???” กระผมพยายามเตือนตนเองด้วยนัยของถ้อยคำของท่านพุทธทาสอยู่เสมอว่า “จงอย่าประทุษร้ายสรรพสัตว์” แต่ขณะเดียวกัน กระผมก็กระตุ้นเตือนตนเองอยู่เสมอ ด้วยวลีของบูรพาจารย์ที่ว่า“จงกล้าหาญทางจริยธรรม”
หาก“พวกเรา” ที่ถูกกระทำโดย“สัญญาทาส” เรียกหาความช่วยเหลือต่อหน้ากระผม กระผมจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ถ้าเช่นนั้น ทำไม การกระทำของกระผม จึงถูกตราว่าเป็นการทำให้“ยุ่งกันไปหมด” ผู้ที่พยายามปลดปล่อยตนเองจากสัญญาทาส กลายเป็นผู้ที่สร้าง“ความยุ่ง”กระนั้นหรือ แล้วการสร้าง“ความเป็นทาส”เล่า คืออะไรกันแน่ “วีรกรรม”กระนั้นหรือ???
เมื่อนึกถึง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เมื่อนึกถึง แม่ชีเทเรซา เมื่อนึกถึงคนเฉกเช่นอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ หรือแม้แต่ หลวงพ่อนาน ผีบุญแห่งจังหวัดสุรินทร์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ กระผมเชื่อมั่นว่า คนเหล่านี้ยอมพลีตนสร้าง“ความยุ่ง” เพื่อขจัด“ความเป็นทาส”ทั้งสิ้น กระผมเชื่อมั่นว่า “การปลดปล่อยความเป็นมนุษย์”ในหมู่มนุษยชาติ คือเป้าหมายเบื้องปลายของคนเหล่านี้ อดีตอาจารย์ของกระผมคนนั้น ที่กระผมได้กล่าวมาข้างต้น คงมีเป้าหมายเช่นนั้นเหมือนกัน ส่วนตัวของกระผมเองคงไม่บังอาจกระทำเช่นนั้นได้ โลกของกระผมไม่ใหญ่โตมากนัก แค่ประชาคม มศว ก็ใหญ่โตเกินไปแล้วสำหรับกระผม แต่ไม่ว่ามันจะเล็กเพียงใดก็ตาม กระผมก็อยากมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อนร่วมงานของกระผมก็คงหวังเช่นเดียวกันกับกระผม
กระผมไม่คิดว่า “การสร้างสันติประชาธรรม”ใน มศว เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะเป็นจริง บูรพปูชนียาจารย์ของ มศว ยังเชื่อมั่นว่าจะสร้าง“ปราชญ์ ผู้ทรงศีล”ของ มศว ได้เลย หากเราตระหนักสำนึกในการปฏิบัติต่อกัน บนพื้นฐานของความเคารพในสิทธิมนุษยชนของกันและกัน การประทุษร้ายย่อมกลายเป็นอดีตโดยพลัน กระผมยังเชื่อมั่นว่าคน มศว สามารถทำได้ ช้าหรือเร็วเป็นเรื่องของ“นาฬิกาและปฏิทิน”เท่านั้น
ตอนที่ 3
“ดิฉันอ่านสัญญา ก็ยังตกใจเลยค่ะ”
“ถ้าผมจะเป็นผู้เซ็นสัญญาฉบับนี้ ผมจะวิตก กังวลใจ และรู้สึกทุกข์ระทมเป็นอย่างยิ่ง”
ประโยคทำนองนี้ เป็นภาพสะท้อนสัญญาจ้างงานของ มศว ที่บังคับใช้กับคณาจารย์ มศว ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เป็นความรู้สึกของผู้ที่มิใช่ “พวกเรา”ทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมา หากแต่มีนัยชวนให้“พวกเราทั้งหมด”ในประชาคม มศว ต้องทบทวนท่าทีและฐานคิดของพวกเรา ต่อพวกเราเองด้วยกันเสียใหม่อย่างจริงจัง
ท่าทีทางความคิดและฐานคิด ที่ควรต้องทบทวน ก็คือ ประเด็นของความเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ที่ว่าด้วย (1)การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย (2)การทำผลงานวิจัย (3)การมีอาจารย์วุฒิปริญญาเอกจำนวนมาก (4)การมีคณาจารย์ที่มีคุณภาพ เพราะมีตำแหน่งทางวิชาการจำนวนมาก ในฐานะที่เป็นเป้าหมาย(ends)ชุดหนึ่ง และมโนทัศน์ในเรื่อง (1)การกำหนดเป็นข้อบังคับ และ (2)การลงโทษในสัญญาจ้างงาน สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยสายอาจารย์ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ(means)อีกชุดหนึ่ง
ขณะที่ฝ่าย“ผู้ทรงอำนาจ”พยายามยืนยันอย่างหนักแน่น ในเจตนาที่ดีในมิติของเป้าหมายขององค์กร และเชื่อมั่นว่า การยึดกุมในวิถีแห่งอำนาจบังคับเพื่อบรรลุเป้าหมาย พร้อมด้วยนัยซ่อนเร้นในเชิงการลงโทษ (disguised punishment) น่าจะเป็นสิ่งที่ชอบแล้วและถูกต้องแล้ว อย่างไม่น่าจะมีข้อสงสัยใดๆ แต่ทว่า ภาพสะท้อนในที่ประชุมนั้น จากบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน กลับเป็นไปในลักษณะตรงกันข้าม ตรงกันข้ามถึงขนาดที่ว่า วุฒิการศึกษาปริญญาเอก และการมีตำแหน่งทางวิชาการขั้นศาสตราจารย์ หาใช่เครื่องประกันความมีคุณภาพ ของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่แท้จริงไม่ !!
ภาพสะท้อนเชิงวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา(straightforward critical reflection)เช่นนั้น ชวนให้กระผมนึกถึงคติทางวิชาการ ในสาขาวิชาสังคมวิทยาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า“credentialism” หรือ “คตินิยมวุฒิบัตรในฐานะใบเบิกทาง” อีกทั้งยังชวนให้ผมนึกถึงภาษิตไทยโบราณที่ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” ซึ่งตรงข้ามกับคำสอนดั้งเดิมที่ว่า“อันความรู้ รู้กระจ่างแม้อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” โดยมีภาพของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และพ่อมหาอยู่ สุนทรธัย เป็นแบบอย่างรูปธรรมที่มีชีวิตให้เห็นเพื่อเตือนสติ
กระผมไม่คิดว่าเพื่อนคณาจารย์ มศว ของกระผม ซึ่งไม่พึงพอใจและรู้สึกหดหู่กับ“สัญญาทาส” จะเป็นบุคคลในประเภท“ขี้เกียจ สันหลังยาว” หรือประเภท“อยู่ไปวันๆ เหมือนไม้ตายซาก” นักเรียนและนิสตที่อยู่ต่อหน้าของพวกเขา คือแรงบันดาลในการแสวงหาความรู้ บนพื้นฐานความใฝ่รู้อย่างเสรี เมื่อโอกาสของชีวิตในมิติต่างๆอำนวย การศึกษาต่อจนระดับสูงสุด และการทำผลงานวิจัยบนคำถามที่สนใจจะแสวงหาคำตอบ ย่อมเป็นวิถีธรรมชาติในชีวิตอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยมิต้องใช้“อาชญา”ดังวลีของท่านพุทธทาส
ณ จุดนี้ เสียงสะท้อนของคณะอนุกรรมการ จึงมุ่งไปยังประเด็นที่ว่า “การส่งเสริมและสนับสนุนด้วยวิธีการจูงใจ และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม”ผ่านกระบวนการบริหารที่มีประสิทธิภาพ น่าจะช่วยให้ มศว บรรลุเป้าหมายของตนเองได้ อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเหนี่ยวรั้ง ด้วยประเด็นของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงาน
หรือ“ความเป็นแรงงาน”ในทัศนะของ กสม. มีคุณค่าสูงกว่า “การเป็นพนักงาน มศว” อนิจจา!!! อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะ“สัญญาทาส”ไม่ควรมีอยู่ใน มศว
แม้คณาจารย์เหล่านั้น จะเป็นพนักงาน มศว มิใช่ข้าราชการ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นตัวกระผมเอง แต่กระผมเชื่อมั่นว่า สิ่งที่กระผมและเพื่อนคณาจารย์เหล่านั้นพึงปรารถนาเหมือนกัน ก็คือ “ความเป็นไท” เป็น“คนไท”ใน มศว
หรือจะมีใครบางคน จะพูดค้านแทนคนเหล่านั้นว่า ไม่จริง กรุณาเชิญปรากฏตัวด้วยครับ
เริ่ม 21.30 น.
สิ้นสุด 24.00 น.
5 ส.ค.2551
วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553
ปัญหาเรื่องภาระงานสายวิชาการของ มศว
ประเด็นที่เป็นปัญหาของหลักเกณฑ์ภาระงานสายวิชาการ
อ.สุรพล จรรยากูล
(1)ที่มาในอดีต
1.ในวันที่ 1 ส.ค. 51 สภา มศว มีมติให้ทดลองใช้หลักเกณฑ์ภาระงานสายวิชาการ เป็นเวลา 1 ปี โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่เดือน มิ.ย. 51 – ก.พ. 52 และมีการผูกโยงเรื่องเกณฑ์ภาระงานกับการเบิกจ่ายค่าสอนภาคสมทบและภาคพิเศษด้วย
2.หน่วยนับภาระงานที่สภา มศว อนุมติ คือ 35 หน่วยภาระงาน/สัปดาห์
3.ในขณะที่สภา มศว มีมติดังกล่าว ก.พ.อ. ยังมิได้มีประกาศ ก.พ.อ. เรื่องมาตรฐานภาระงานสายวิชาการ แต่อย่างใด
4.สภา มศว กำหนดให้มีการประเมินว่า เมื่อทดลองใช้หลักเกณฑ์ภาระงานตามมติ 1 ส.ค. 52 มีปัญหาประการใดบ้าง แล้วรายงานต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาทบทวน
5.คณะกรรมการประเมินภาระงาน ได้ดำเนินการประเมินการทดลองการใช้หลักเกณฑ์ภาระงานดังกล่าวแล้ว แต่น่าจะยังมิได้รายงานให้สภา มศว ทราบเพื่อทบทวน
(2)ที่มาของหลักเกณฑ์ภาระงานฉบับปัจจุบัน
1.ก.พ.อ.จัดทำ ประกาศ ก.พ.อ. เรื่องมาตรฐานภาระงานทางวิชาการของผู้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2551 เพื่อเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยจัดทำข้อบังคับหรือระเบียบของมหาวิทยาลัยต่อไป
2.ฝ่ายบริหารนำเสนอ(ร่าง)ข้อบังคับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒว่าด้วย มาตรฐานภาระงานทางวิชาการ ฯ พ.ศ. ...ต่อ ก.บ.บ. หลังจากนั้นจึง นำเสนอต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาอนุมัติ และสภา มสว ไดอนุมัติข้อบังคับฉับนี้เรียบร้อยแล้ว
3.ข้อบังคับ มศว ว่าด้วยภาระงานฯ ฉบับนี้ ไม่สอดคล้องกับประกาศ ก.พ.อ.ที่สำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ
(1)กำหนดหน่วยภาระงานต่างจากที่ประกาศ ก.พ.อ.กำหนดไว้ว่า 35 หน่วย ช.ม./สัปดาห์/ภาคการศึกษาปกติ และ
(2)กำหนดให้การประเมินภาระงานมีผลต่อการเลื่อนขั้นเงินเดือน ซึ่งไม่มีในประกาศ ก.พ.อ.
4.ในวันที่ 2 ต.ค. 52 ฝ่ายบริหารนำเสนอหลักเกณฑ์ภาระงานฯต่อสภา มศว แต่ได้ถอนออก
5.ในวันที่ 13 ต.ค. 52 ฝ่ายบริหารนำเสนอหลักเกณฑ์ภาระงานฯ ต่อคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย และที่ประชุมเห็นชอบ โดยประธานสภาคณาจารย์ฯมิได้ร่วมประชุมด้วย(มีตัวแทนร่วมประชุมแทน)
6.ในวันที่ 6 พ.ย. 52 ฝ่ายบริหารนำหลักเกณฑ์ภาระงานฯ เสนอต่อสภา มศว เพื่อขออนุมัติ โดยมิได้นำเสนอต่อ ก.บ.บ. ก่อน ดังเช่นที่เคยทำกับข้อบังคับที่มีฐานะเป็นกฎหมายแม่???
(3)ประเด็นปัญหาที่ควรพิจารณา
1.หน่วยวัดภาระงานในหลักเกณฑ์ภาระงานที่เสนอต่อสภา มศว ที่กำหนดว่า 35 หน่วยภาระงาน/สัปดาห์ ไม่เป็นไปตามที่ ประกาศ ก.พ.อ.ว่า 35 หน่วยภาระงาน/สัปดาห์/ภาคการศึกษาปกติ และเกิดผลเสียหายและไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์ทั้งหมด
2.การประเมินภาระงานสอน(teaching load)ด้วยหน่วยวัดที่เรียกว่า หน่วยภาระงาน/สัปดาห์ ไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์ เมื่อเทียบกับคิดภาระงานสอนด้วย หน่วย ช.ม./สัปดาห์/ภาคการศึกษาปกติ
3.การเทียบภาระงานที่มิใช่การสอน(non-teachjng load) ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะธรรมชาติของภารกิจของแต่ละสาขาไม่เหมือนกัน และเมื่อปฏิบัติจริง ปกฏิบัติด้วยเวลาที่นับเป็นหน่วย ช.ม. ตามนาฬิกาจริงๆ การคิดหน่วยงานเป็น หนาวยภาระงาน จึงไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์
4.ไม่ครอบคลุมไปถึงภารกิจงานสอนของโรงเรียนสาธิตที่แตกต่างจากของคณะ ซึ่งประกาศ ก.พ.อ. เปิดช่องให้ยืดหยุ่นได้ จึงไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์ในโรงเรียนสาธิตทั้งหมด
5.หน่วยวัดภาระงานที่ไม่เป็นธรรม เมื่อนำไปโยงกับการเลื่อนเงินเดือน ความไม่เป็นธรรมจะทวีคูณมากขึ้น
6.การผูกโยงเกณฑ์ภาระงานฉบับใหม่ กับการเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอนภาคสบทบและภาคพิเศษนอกเวลาราชการ ซึ่งยังเป็นปัญหาค้างคาอยู่ จะทำให้ความไม่เป็นธรรมมีมากขึ้น และบั่นทอนขวัญกำลังใจมากยิ่งขึ้น
7.ไม่มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงเลย ทั้งๆที่ส่งผลกระทบกับคณาจารย์ทั้งหมด
อ.สุรพล จรรยากูล
(1)ที่มาในอดีต
1.ในวันที่ 1 ส.ค. 51 สภา มศว มีมติให้ทดลองใช้หลักเกณฑ์ภาระงานสายวิชาการ เป็นเวลา 1 ปี โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่เดือน มิ.ย. 51 – ก.พ. 52 และมีการผูกโยงเรื่องเกณฑ์ภาระงานกับการเบิกจ่ายค่าสอนภาคสมทบและภาคพิเศษด้วย
2.หน่วยนับภาระงานที่สภา มศว อนุมติ คือ 35 หน่วยภาระงาน/สัปดาห์
3.ในขณะที่สภา มศว มีมติดังกล่าว ก.พ.อ. ยังมิได้มีประกาศ ก.พ.อ. เรื่องมาตรฐานภาระงานสายวิชาการ แต่อย่างใด
4.สภา มศว กำหนดให้มีการประเมินว่า เมื่อทดลองใช้หลักเกณฑ์ภาระงานตามมติ 1 ส.ค. 52 มีปัญหาประการใดบ้าง แล้วรายงานต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาทบทวน
5.คณะกรรมการประเมินภาระงาน ได้ดำเนินการประเมินการทดลองการใช้หลักเกณฑ์ภาระงานดังกล่าวแล้ว แต่น่าจะยังมิได้รายงานให้สภา มศว ทราบเพื่อทบทวน
(2)ที่มาของหลักเกณฑ์ภาระงานฉบับปัจจุบัน
1.ก.พ.อ.จัดทำ ประกาศ ก.พ.อ. เรื่องมาตรฐานภาระงานทางวิชาการของผู้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2551 เพื่อเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยจัดทำข้อบังคับหรือระเบียบของมหาวิทยาลัยต่อไป
2.ฝ่ายบริหารนำเสนอ(ร่าง)ข้อบังคับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒว่าด้วย มาตรฐานภาระงานทางวิชาการ ฯ พ.ศ. ...ต่อ ก.บ.บ. หลังจากนั้นจึง นำเสนอต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาอนุมัติ และสภา มสว ไดอนุมัติข้อบังคับฉับนี้เรียบร้อยแล้ว
3.ข้อบังคับ มศว ว่าด้วยภาระงานฯ ฉบับนี้ ไม่สอดคล้องกับประกาศ ก.พ.อ.ที่สำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ
(1)กำหนดหน่วยภาระงานต่างจากที่ประกาศ ก.พ.อ.กำหนดไว้ว่า 35 หน่วย ช.ม./สัปดาห์/ภาคการศึกษาปกติ และ
(2)กำหนดให้การประเมินภาระงานมีผลต่อการเลื่อนขั้นเงินเดือน ซึ่งไม่มีในประกาศ ก.พ.อ.
4.ในวันที่ 2 ต.ค. 52 ฝ่ายบริหารนำเสนอหลักเกณฑ์ภาระงานฯต่อสภา มศว แต่ได้ถอนออก
5.ในวันที่ 13 ต.ค. 52 ฝ่ายบริหารนำเสนอหลักเกณฑ์ภาระงานฯ ต่อคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย และที่ประชุมเห็นชอบ โดยประธานสภาคณาจารย์ฯมิได้ร่วมประชุมด้วย(มีตัวแทนร่วมประชุมแทน)
6.ในวันที่ 6 พ.ย. 52 ฝ่ายบริหารนำหลักเกณฑ์ภาระงานฯ เสนอต่อสภา มศว เพื่อขออนุมัติ โดยมิได้นำเสนอต่อ ก.บ.บ. ก่อน ดังเช่นที่เคยทำกับข้อบังคับที่มีฐานะเป็นกฎหมายแม่???
(3)ประเด็นปัญหาที่ควรพิจารณา
1.หน่วยวัดภาระงานในหลักเกณฑ์ภาระงานที่เสนอต่อสภา มศว ที่กำหนดว่า 35 หน่วยภาระงาน/สัปดาห์ ไม่เป็นไปตามที่ ประกาศ ก.พ.อ.ว่า 35 หน่วยภาระงาน/สัปดาห์/ภาคการศึกษาปกติ และเกิดผลเสียหายและไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์ทั้งหมด
2.การประเมินภาระงานสอน(teaching load)ด้วยหน่วยวัดที่เรียกว่า หน่วยภาระงาน/สัปดาห์ ไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์ เมื่อเทียบกับคิดภาระงานสอนด้วย หน่วย ช.ม./สัปดาห์/ภาคการศึกษาปกติ
3.การเทียบภาระงานที่มิใช่การสอน(non-teachjng load) ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะธรรมชาติของภารกิจของแต่ละสาขาไม่เหมือนกัน และเมื่อปฏิบัติจริง ปกฏิบัติด้วยเวลาที่นับเป็นหน่วย ช.ม. ตามนาฬิกาจริงๆ การคิดหน่วยงานเป็น หนาวยภาระงาน จึงไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์
4.ไม่ครอบคลุมไปถึงภารกิจงานสอนของโรงเรียนสาธิตที่แตกต่างจากของคณะ ซึ่งประกาศ ก.พ.อ. เปิดช่องให้ยืดหยุ่นได้ จึงไม่เป็นธรรมต่อคณาจารย์ในโรงเรียนสาธิตทั้งหมด
5.หน่วยวัดภาระงานที่ไม่เป็นธรรม เมื่อนำไปโยงกับการเลื่อนเงินเดือน ความไม่เป็นธรรมจะทวีคูณมากขึ้น
6.การผูกโยงเกณฑ์ภาระงานฉบับใหม่ กับการเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอนภาคสบทบและภาคพิเศษนอกเวลาราชการ ซึ่งยังเป็นปัญหาค้างคาอยู่ จะทำให้ความไม่เป็นธรรมมีมากขึ้น และบั่นทอนขวัญกำลังใจมากยิ่งขึ้น
7.ไม่มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงเลย ทั้งๆที่ส่งผลกระทบกับคณาจารย์ทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553
ลำดับเหตุการณ์การสอบสวนวินัยร้ายแรง อ.สุรพล จรรยากูล
รายงานข้อเท็จจริง
ลำดับเหตุการณ์แห่งการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ
อ.สุรพล จรรยากูล
..........................................
รายงานฉบับนี้มุ่งที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคุกคามทางวิชาการที่เกิดขึ้นจริงใน มศว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ จนนำไปสู่การออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรง ทั้งนี้ เพื่อให้นักวิชาการและสมาชิกของประชาคมมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้และเกิดความตระหนักว่า การคุกคามเสรีภาพทางวิชาการเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งเพียงใด และไม่ควรปล่อยให้เกิดมีขึ้น เนื่องจากการคุกคามดังกล่าวจะขยายตัวมากขึ้น และจะนำไปสู่การทำลายเสรีภาพทางวิชาการโดยสิ้นเชิงในภายหลัง
เหตุการณ์ ลำดับที่ 1
อ.สุรพล จรรยากูล เขียนบทความทางวิชาการเพื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ และเสนอแนวทางสำหรับการปรับปรุงแก้ไขในอนาคต ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดี มศว จำนวน 2 บทความ คือ
(1)เรื่อง “อธิการ มศว คือผู้นำที่คน มศว ศรัทธา ภูมิใจ และสุขใจที่จะร่วมงานอย่างทุ่มเท” และ
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”
โดยมีการเผยแพร่ผ่านทางอีเมล เพื่อเป็นการให้ความรู้ทางวิชาการแก่ประชาคม มศว เป็นหลัก
หมายเหตุ
-ดูบทความทั้ง 2 บทความนี้ได้ใน http://surapoljyk.blogspot.com/
-ทั้ง 2 บทความข้างต้นเป็นบทความทางวิชาการ ที่มุ่งวิเคราะห์กระบวนการสรรหาอธิการบดีของ มศว อย่างตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ และเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในประชาคมวิชาการ รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขประเด็นต่างๆที่เป็นปัญหาทั้งในทางหลักการและในทางปฏิบัติ โดยมิได้มีเจตนาร้ายใดๆต่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือต่อ มศว ในฐานะที่เป็นองค์การของรัฐแต่อย่างใด
เหตุการณ์ ลำดับที่ 2
อ.สุรพล นำเสนอบทความทั้ง 2 เรื่องข้างต้นต่อคณะอนุกรรมการด้านวิชาการของ ปอมท. ซึ่ง ปอมท.จะจัดการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2549 ในเดือนกันยายน 2549 โดยมีการปรับเปลี่ยนชื่อเล็กน้อยและตัดเนื้อหาบางตอนออกไปเพื่อให้บทความกระชับเหมาะสำหรับตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ และคณะอนุกรรมการฯเห็นชอบให้ตีพิมพ์ได้ โดยชื่อใหม่ของบทความทั้ง 2 บทความเป็นดังนี้
(1)เรื่อง “การสรรหาอธิการบดี มศว: ความเงียบงันที่อำพรางปัญหาและกดทับกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาคม มศว” และ
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”
หมายเหตุ
-การจัดพิมพ์บทความทั้ง 2 บทความในเอกสารวิชาการโดย ปอมท.นี้มีการเผยแพร่ไปทั่วประเทศในทุกมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่อธิการบดี มศว เป็นอย่างยิ่ง โดยท่านอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าผู้เขียนมุ่งโจมตีและกล่าวร้ายต่อท่านและต่อ มศว
เหตุการณ์ ลำดับที่ 3
ภายหลังจากการประชุมวิชาการของ ปอมท. เสร็จสิ้นลง ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยได้มีบันทึกข้อความราชการอย่างเป็นทางการไปถึง ดร.ไชยา กุฎาคาร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานสภาคณาจารย์ฯ มศว และดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ปอมท.พร้อมกันด้วย
ในบันทึกดังกล่าวระบุถึงชื่อ อ.สุรพล และบทความของ อ.สุรพล ที่ตีพิมพ์ในเอกสารวิชาการของ ปอมท. และกำหนดให้ ดร.ไชยา ไปรายงานข้อเท็จจริงในการจัดพิมพ์บทความดังกล่าว และแสดงความรับผิดชอบต่อฝ่ายบริหารและต่อสภา มศว
หมายเหตุ
-เนื่องจากโดยข้อเท็จจริงแล้ว ดร.ไชยา มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆต่อการจัดพิมพ์บทความทั้ง 2 บทความดังกล่าวเลย เพราะเป็นภารกิจของคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการในการจัดประชุมคราวนั้น ฝ่ายบริหารของ มศว จึงไม่สามารถเอาผิดและลงโทษ ดร.ไชยา ตามที่ต้องการได้ แต่เนื่องจากความไม่พอใจและความโกรธเคืองที่ยังคงอยู่ และต้องการหาผู้ที่จะเป็นเหยื่อสนองความไม่พอใจของตนเองให้ได้ ฝ่ายบริหารของ มศว จึงเบนเข็มมาสู่การเอาผิด อ.สุรพล จรรยากูล ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความแทน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 4
ปี พ.ศ. 2550 อธิการบดีออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง โดยในคำสั่งฉบับนี้มีการตั้งข้อกล่าวหา อ.สุรพล จำนวน 4 ข้อกล่าวหา ดังนี้
“ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่า อาจารย์สุรพล จรรยากูล ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ สังกัดภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มีพฤติกรรมดังต้อไปนี้
1.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมทำหนังสือเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ไม่มีข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามต่อองค์กรและตัวบุคคล
2.อาจารย์สุรพล จรรยากูล ทำหนังสือร้องเรียนการบริหารภายในของมหาวิทยาลัยต่อหน่วยงานภายนอกต่างๆ โดยร้องเรียนเรื่องเดิมซ้ำกันไปยังหน่วยงานหลายครั้ง
3.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมเข้าแทรกแซงและก้าวก่ายการปฏิบัติงานในเรื่องต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจงานสอน งานวิจัยและหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองโดยตรง เช่น เรื่องโรงเรียนสาธิต เรื่องการสรรหาคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์
4.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมละเว้นและทอดทิ้งหน้าที่ราชการ งานการสอนและการวิจัย และไม่เอาใจใส่การทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตที่ควรมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องจัดลำดับในการทำงานดังกล่าวเป็นสำคัญ จะละเว้นหรือทอดทิ้งไม่ได้ในเรื่องการเรียนการสอนและการวิจัยเป็นหลัก”
หมายเหตุ
-โปรดดู คำสั่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ 2247/2550 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง สั่ง ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2550
-หลักฐานที่คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงได้รับเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหา มีเฉพาะในส่วนของข้อกล่าวหาที่ 1 เท่านั้น ส่วนข้อกล่าวหาที่ 2 ข้อกล่าวที่ 3 และข้อกล่าวหาที่ 4 ไม่มีหลักฐานสนับสนุนใดๆเลย
เหตุการณ์ ลำดับที่ 5
ผลจากคำสั่งดังกล่าวนี้ คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงได้รวบรวมหลักฐานที่เป็นเอกสารต่างๆที่ อ.สุรพล ได้เขียนและเผยแพร่เพื่อการเรียนรู้จำนวนรวมกว่า 100 หน้า เพื่อประกอบและสนับสนุนการพิจารณาพฤติกรรมของ อ.สุรพล ในประเด็นที่ 1 ที่ว่า“1.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมทำหนังสือเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ไม่มีข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามต่อองค์กรและตัวบุคคล”
เอกสารต่างๆที่คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงรวบรวมไว้ ประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
กลุ่มที่ 1
บทความต่างๆที่กระผมเขียนและถูกนำมาเป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย มีดังนี้
(1)เรื่อง “อธิการ มศว คือผู้นำที่คน มศว ศรัทธา ภูมิใจ และสุขใจที่จะร่วมงานอย่างทุ่มเท”(45 หน้า)
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”(12 หน้า)
(3)เรื่อง “ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ)กับ“ปรากฏการณ์อีแอบ 4 มิติ””(เผยแพร่ต่อสาธารณะใน ThaiEduWatch.com โดยเครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษา มิใช่โดย อ.สุรพล)
(4)เรื่อง “มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ:อย่าปล่อยให้ความประมาทของบางคน กลายเป็นหายนภัยต่อสาธารณชน”(เผยแพร่ต่อสาธารณะใน ThaiEduWatch.com โดยเครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษา มิใช่โดย อ.สุรพล)
(5)เรื่อง “คำถามสำคัญเรื่อง มศว ออกนอกระบบราชการ”
(6)เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว เป็นมิจฉาทิฐิ”
(7)เรื่อง “จากระบอบทักษิณสู่ระบอบวิจิตร-กฤษณพงษ์: ทางสู่สวรรค์หรือทางลงนรกของมหาวิทยาลัยส่วนราชการไทย???”
(8)เรื่อง “มศว: จากระบบราชการ สู่ ระบบ “ราชกู”
(9)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับปรับปรุงล่าสุด 30 สิงหาคม 2550 เพิ่มเติมจากฉบับ 24 สิงหาคม 2552 ข้อเสนอต่อประชาคม มศว เรื่อง การเลือกตั้งผู้แทนคณาจารย์เป็นกรรมการสภา มศว
(10)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับ 4 กันยายน 2550 เรื่อง ปรากฏการณ์ 3 กันยายน 2550 กับความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม
(11)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับ 24 กันยายน 2550 (ปรับปรุงจากฉบับ 22 กันยายน 2550) เรื่อง ความจริงของอดีตที่ถูกซ่อนเร้นในการได้มาซึ่งกรรมการสภา มศว จากการเลือกตั้งของคณาจารย์ มศว
กลุ่มที่ 2
เอกสารอื่นๆที่ไม่มีลักษณะเป็นบทความวิชาการ หรือเป็นบทความวิชาการของบุคคลอื่นๆ ประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
(1)บันทึกข้อความถึงท่านอธิการบดี เรื่อง จดหมายเปิดผนึก เพื่อขอวิงวอนให้ชะลอการนำร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ออกนอกระบบ)เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเปิดโอกาสให้ประชาคม มศว ได้ร่วมพิจารณาจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้อีกครั้งหนึ่ง ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2549
(2)จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง โปรดให้ความเมตตาต่อชาว มศว โดยชะลอการนำเสนอร่าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ออกนอกระบบ)ต่อคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2549
(3)หนังสือถึงนายกสภา มศว และกรรมการสภา มศว(ระบุชื่อบุคคล) เรื่อง ขอรับทราบความชัดเจนเกี่ยวกับการออกนอกระบบของ มศว ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550
(4)แบบสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว” โดย ดร.สุรพล จรรยากูล ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์
(5)หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0009/220 เรื่อง การปรับฐานะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 26 เมษายน 2543
(6)บทความเรื่อง “ทิศทางของมหาวิทยาลัยนอกระบบ” เขียนโดย นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 3 มกราคม 2550
(7)บทความเรื่อง “มหาวิทยาลัยในกำกับที่ควรจะเป็น” เขียนโดย ดร.วิชัย ตันศิริ ในหนังสือพิมพ์มติชน
หมายเหตุ
-การเอาผิด อ.สุรพล ด้วยการอ้างอิงถึงบทความในเอกสารวิชาการของ ปอมท. เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหาร มศว ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสะดวกใจนัก เนื่องจากเหตุผล ดังนี้
(1)ในครั้งแรกที่ได้พยายามลงโทษ ดร.ไชยา มาแล้ว แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
(2)เงื่อนไขการเป็นเอกสารวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์คุ้มครองบทความทั้ง 2 บทความไว้แล้วในระดับหนึ่ง
(3)การเอาความผิด อ.สุรพล โดยนำเอาบทความทั้ง 2 ข้างต้นที่ตีพิมพ์มาเป็นสาเหตุ อาจจะถูกต่อต้านจากประชาคมวิชาการของประเทศได้โดยตรง
ดังนั้น อธิการบดี มศว จึงหันเหเหตุแห่งความผิดมาเป็นบทความดั้งเดิมของ อ.สุรพล ซึ่งได้เผยแพร่ต่อบุคลากร มศว ผ่านทางอีเมล์แทน
บทความจำนวน 2 บทความใน(1) และ(2) ที่ส่งทางอีเมล์เป็นบทความเดียวกันกับอีก 2 บทความที่จัดพิมพ์ในเอกสารวิชาการของ ปอมท. แต่มีขนาดยาวมากกว่า เพราะมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการสะท้อนภาพองค์การของ มศว โดยการวิเคราะห์ผ่านสัญลักษณ์อักษร SWU
อธิการบดีนำเอาเนื้อหาของบทความทั้ง 2 นี้ ในส่วนที่แตกต่างไปจากบทความที่จัดพิมพ์ในเอกสารวิชาการของ ปอมท. มาเป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย
นอกจาการใช้บทความทั้ง 2 เรื่องที่ส่งทางอีเมลเป็นเหตุแห่งการกล่าวโทษแล้ว ยังดึงเอาบทความและข้อเขียนอื่นๆที่ อ.สุรพล ได้ศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมการสภา มศว ประเภทคณาจารย์ และเกี่ยวกับการออกนอกระบบของ มศว(กลุ่ม 1 เรื่องที่ 3 ถึงเรื่องที่ 11) รวมทั้งจดหมายอื่นๆเกี่ยวกับเรื่องการออนอกระบบ(กลุ่มที่ 2 เรื่องที่ 1 ถึงเรื่องที่ 7) มาเป็นเหตุแห่งการกระทำความผิดด้วย โดยพยายามชี้ว่า อ.สุรพล ใช้คำหยาบ ใช้ข้อความเป็นเท็จสร้างความเสียหายและดูหมิ่นอธิการบดี สภามหาวิทยาลัย และ มศว
-ดูบทความเหล่านี้ได้ใน http://surapoljyk.blogspot.com/
เหตุการณ์ ลำดับที่ 6
คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ได้สรุปผลการสอบหาข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
“พฤติกรรมการกระทำดังกล่าวของอาจารย์สุรพล จรรยากูล......... ถือเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม เสียดสี ก้าวร้าว หยาบคาย ดูหมิ่น กล่าวเท็จ และเหยียดหยามมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย อย่างที่ไม่เคยมีข้าราชการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกระทำมาก่อน และขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย”
หมายเหตุ
-ด้วยเหตุผลของความไม่ชัดเจนในประเด็นข้อกล่าวหาว่าโยงกับเอกสารใดและส่วนใด อ.สุรพล จึงขอให้คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงแจ้งให้ทราบให้ชัดเจนในแต่ละจุดแต่ละประเด็น แต่ในท้ายที่สุด ไม่ได้คำตอบต่อข้อสงสัยดังกล่าว อ.สุรพล จึงไม่ได้มีโอกาสไปพบคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด มูลความผิดจึงเกิดจากการสรุปของคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
-ไม่มีการระบุคำว่า “ผิดวินัยร้ายแรง” ตามมาตราใดมาตราหนึ่งที่ชัดเจนแต่อย่างใด
เหตุการณ์ ลำดับที่ 7
หลังจากที่คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงสรุปผลการดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้ว อธิการบดีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงของ อ.สุรพล โดยในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งนี้ ได้ระบุข้อกล่าวหาว่า อ.สุรพล กระทำการผิดวินัย ดังนี้
“ด้วยอาจารย์สุรพล จรรยากูล............. ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เรื่องจัดทำเอกสารสิ่งพิพม์ต่างๆหลายฉบับ ที่มีเนื้อหาข้อความวิจารณ์โดยใช้ข้อความไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม เสียดสี ก้าวร้าว หยาบคาย ดูหมิ่นโดยกล่าวเท็จ และเหยียดหยามมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย และเผยแพร่เอกสารต่อสาธารณะ....... เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของมหาวิทยาลัย อธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย........ ถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานดูหมิ่น เหยียดหยามผู้ร่วมปฏิบัติราชการ และกระทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้ที่ราชการของตน อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วตามมาตรา 41 และมาตรา 42.......”
หมายเหตุ
-โปรดดู คำสั่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ 1796/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน สั่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552
เหตุการณ์ ลำดับที่ 8
คณะกรรมการสอบสวนที่อธิการบดีตั้งขึ้น ได้ใช้หลักฐานส่วนใหญ่จากคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง และไม่ใช้หลักฐานบางอย่างในการสอบสวน นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมหลักฐานอื่นๆเพิ่มเติม
เอกสารต่างๆอันเป็นหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนใช้ในการดำเนินการสอบสวน จึงประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
กลุ่มที่ 1
บทความต่างๆที่ อ.สุรพล เขียนและถูกนำมาเป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย มีดังนี้
(1)เรื่อง “อธิการ มศว คือผู้นำที่คน มศว ศรัทธา ภูมิใจ และสุขใจที่จะร่วมงานอย่างทุ่มเท”
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”
(3)เรื่อง “ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ) กับ “ปรากฏการณ์อีแอบ 4 มิติ”
(4)เรื่อง “คำถามสำคัญเรื่อง มศว ออกนอกระบบราชการ”
(5)เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว เป็นมิจฉาทิฐิ”
(6)เรื่อง“จากระบอบทักษิณสู่ระบอบวิจิตร-กฤษณพงษ์:ทางสู่สวรรค์หรือทางลงนรกของมหาวิทยาลัยส่วนราชการไทย???”
(7)เรื่อง “มศว: จากระบบราชการ สู่ ระบบ “ราชกู”
(8)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับปรับปรุงล่าสุด 30 สิงหาคม 2550 เพิ่มเติมจากฉบับ 24 สิงหาคม 2552 ข้อเสนอต่อประชาคม มศว เรื่อง การเลือกตั้งผู้แทนคณาจารย์เป็นกรรมการสภา มศว
(9)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับ 24 กันยายน 2550 (ปรับปรุงจากฉบับ 22 กันยายน 2550) เรื่อง ความจริงของอดีตที่ถูกซ่อนเร้นในการได้มาซึ่งกรรมการสภา มศว จากการเลือกตั้งของคณาจารย์ มศว
กลุ่มที่ 2
เอกสารอื่นๆที่ไม่มีลักษณะเป็นบทความวิชาการ หรือเป็นบทความวิชากรของบุคคลอื่นๆ ประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
(1)จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง โปรดให้ความเมตตาต่อชาว มศว โดยชะลอการนำเสนอร่าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ออกนอกระบบ)ต่อคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2549
(2)แบบสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว” โดย ดร.สุรพล จรรยากูล ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์
(3)หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0009/220 เรื่อง การปรับฐานะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 26 เมษายน 2543
(4)บทความเรื่อง “ทิศทางของมหาวิทยาลัยนอกระบบ” เขียนโดย นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 3 มกราคม 2550
(5)บทความเรื่อง “มหาวิทยาลัยในกำกับที่ควรจะเป็น” เขียนโดย ดร.วิชัย ตันศิริ ในหนังสือพิมพ์มติชน
กลุ่มที่ 3
คำอภิปรายในการสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้นใน มศว ที่เป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย ได้แก่
(1)คำอภิปรายของ อ.สุรพล ในการประชุมเรื่อง “ร่าง พ.ร.บ. กับอนาคต มศว” วันที่ 8 มกราคม 2550 จัดโดยสภาคณาจารย์ฯ(หลักฐานใหม่ของคณะกรรมการสอบสวน)
(2)คำอภิปรายของ อ.สุรพล ในการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานภาระงานสายวิชาการ” วันที่ 1 สิงหาคม 2551 จัดโดยสภาคณาจารย์ฯ(หลักฐานใหม่ของคณะกรรมการสอบสวน)
หมายเหตุ
-คณะกรรมการสอบสวนวินัย ได้จัดส่งสำเนาเอกสารทั้งหมดที่เป็นหลักฐานในการสอบสวนวินัยให้แก่ อ.สุรพล
-ดูบทความเหล่านี้(บางส่วน)ได้ใน http://surapoljyk.blogspot.com/
เหตุการณ์ ลำดับที่ 9
คณะกรรมการสอบสวนวินัยได้ระบุไว้ในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา อ.สุรพล โดยสาระสำคัญของความผิดวินัยที่อ้างอิงมาจากคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง มีดังนี้
“ด้วยคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงตามคำสั่งมหาวิทยาลัย............. ได้รายงานการสอบหาข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยร้ายแรงโดยมีการกระทำความผิดจากหลักฐานดังนี้.........
..................
..................
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามเอกสาร..... มีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ หยาบคาย ก้าวร้าว เสียดสี ดูหมิ่นสภามหาวิทยาลับและอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผู้ถูกกล่าวหายังได้เผยแพร่และส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวัย....... มาตรา 41 ฐานกลั่นแกล้ง ดูหมิ่น เหยียดหยาม ผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมปฏิบัติราชการ อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”
และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้สรุปพยานหลักฐานต่างๆแล้ว ได้มีการระบุความผิดของ อ.สุรพล ไว้เพิ่มเติมอีก ดังต่อไปนี้
“พฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว ถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานดูหมิ่นเหยียดหยามผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมปฏิบัติราชการ และทำลายชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในฐานการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและยังเป็นผู้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ ดังคำเปรียบเทียบ เสียดสี ล้อเลียนการบริหารนโยบายของอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา(ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร) และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ(ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) โดยเฉพาะเรื่องนโยบายของรัฐบาลในการให้มหาวิทยาลัยของรัฐออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ทั้งๆที่เป็นข้าราชการในสังกัดสถาบันอุดมศึกษา....... ซึ่งการกระทำทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคห้า มาตรา 41 วรรคสอง และมาตรา 44 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547”
หมายเหตุ
-เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อสรุปของคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงเอง และข้อความที่คณะกรรมการสอบสวนอ้างถึงข้อสรุปของคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ตรงกันในสาระสำคัญ
เหตุการณ์ ลำดับที่ 10 ก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงจะเริ่มกระบวนการสอบสวน อ.สุรพล ได้ยื่นหนังสือต่ออธิการบดีในฐานะผู้ออกคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อใช้สิทธิตามข้อบังคับและตามกฎหมายในการคัดค้านประธานคณะกรรมการสอบสวนและกรรมการสอบสวนบางคน เนื่องจากเหตุผลด้านสภาวะการเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งก่อนและหลังการได้รับคำสั่งแต่งตั้ง และเหตุผลด้านผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่สอบสวนและการทำหน้าที่อื่นในขณะเดียวกัน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 11
อธิการบดีได้รับคำร้องคัดค้านกรรมการสอบสวนของ อ.สุรพล และได้วินิจฉัยให้กรรมการสอบสวนที่ถูกคัดค้านทำหน้าที่สอบสวนต่อไป โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น
เหตุการณ์ ลำดับที่ 12
ในระหว่างที่รอให้อธิการบดีพิจารณาและวินิจฉัยคำคัดค้านคณะกรรมการสอบสวน ข้อบังคับกำหนดว่าคณะกรรมการสอบสวนต้องระงับการสอบสวนเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสอบสวนที่ถูกคัดค้านไม่ระงับการดำเนินการสอบสวนเป็นการชั่วคราวแต่อย่างใด แต่ได้ดำเนินการสอบสวนต่อไปจนถึงการสอบสวนขั้นตอนที่ 6 คือ ขั้นตอนการเรียก อ.สุรพล ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน แม้ว่า อ.สุรพล จะได้แจ้งถึงการคัดค้านดังกล่าวให้ทราบเป็นหนังสือแล้วก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวนี้ของคณะกรรมการสอบสวนถือว่าไม่ชอบตามข้อบังคับที่กำหนดไว้
เหตุการณ์ ลำดับที่ 13
อ.สุรพล ได้ใช้สิทธิร้องทุกข์ตามกฎหมาย โดยการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ฯประจำ มศว ในประเด็นที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชอบตามข้อบังคับ ขณะที่รอคำวินิจฉับของอธิการบดีดังที่กล่าวมา
ในที่สุด คณะกรรมการอุทธรณ์ฯได้มีคำวินิจฉัย โดยกำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกลับไปดำเนินการสอบสวนใหม่นับตั้งแต่ขั้นตอนแรก เนื่องจากการสอบสวนตามขั้นตอนที่ 1 ไม่ชอบตามข้อบังคับข้างต้น และส่งผลให้การสอบสวนอีก 5 ขั้นตอนที่ตามมาไม่ชอบตามข้อบังคับไปด้วยเช่นกัน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 14
ผลจากการวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ อันเนื่องมาจากการจงใจกระทำการสอบสวนโดยไม่ชอบตามข้อบังคับของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้างต้น อ.สุรพล จึงยื่นหนังสือถึงอธิการบดีอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนจะเริ่มดำเนินการสอบสวนครั้งใหม่ในรอบที่ 2 ทั้งนี้ เพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทั้งคณะ เนื่องจาก อ.สุรพล เห็นว่าคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนให้ถูกต้องตามที่ข้อบังคับกำหนด ซึ่งเท่ากับไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมสูงสุดในการสอบสวน อ.สุรพล ได้อีกแล้ว
หมายเหตุ
-การคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนครั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับ มศว ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณาเพื่อลงโทษทางวินัย พ.ศ. 2552 ข้อ 10(7) ที่กำหนดว่า “ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านประธานกรรมการหรือกรรมการสอบสวน หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1)............
(2)............
...........
...........
(7)มีเหตุอื่นใดที่อาจทำให้การสอบสวนไม่เป็นกลางหรือเสียความเป็นธรรม”
เหตุการณ์ ลำดับที่ 15
อย่างไรก็ตาม อธิการบดีได้วินิจฉัยให้คณะกรรมการสอบสวนชุดเดิมทำหน้าที่สอบสวนต่อไป ดังเช่นที่ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในการคัดค้านครั้งที่ 1
เหตุการณ์ ลำดับที่ 16
ในการดำเนินการสอบสวนใหม่รอบที่ 2 นี้ ระหว่างที่รอการวินิจฉัยจากอธิการบดี คณะกรรมการสอบสวนไม่ระงับการสอบสวนเป็นการชั่วคราว แต่ได้เดินหน้าดำเนินการสอบสวนขั้นตอนที่ 1 ใหม่ต่อไปอีกเช่นเดิม จนกระทั่งถึงขั้นตอนที่เรียก อ.สุรพล ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน แม้ว่า อ.สุรพล จะแจ้งถึงการคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนรอบที่ 2 ดังกล่าวให้ทราบเป็นหนังสือแล้วก็ตาม
ในขั้นตอนการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน อ.สุรพล แจ้งให้คณะกรรมการสอบสวนทราบถึงข้อสงสัยในข้อกล่าวหาหลายประการ และคณะกรรมการสอบสวนแจ้งว่าจะตอบข้อสงสัยในข้อกล่าวหาให้ครบถ้วน เพื่อที่ อ.สุรพล จะได้ทำคำโต้แย้งเพิ่มเติมให้ครบทุกประเด็นกล่าวหา หลังจากนั้น คณะกรรมการสอบสวนจึงจะเริ่มดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลในฝ่ายของ อ.สุรพล
เหตุการณ์ ลำดับที่ 17
จากการที่คณะกรรมการสอบสวนไม่ระงับการสอบสวนชั่วคราว ระหว่างที่รอการวินิจฉัยจากอธิการบดี อ.สุรพล จึงใช้สิทธิตามกฎหมายร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ฯในรอบที่ 2 อีกเช่นกัน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะ เพราะดำเนินการขัดต่อข้อคับคับเช่นเดียวกันกับการสอบสวนในรอบที่ 1 ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ
เหตุการณ์ ลำดับที่ 18
ในระหว่างที่คณะกรรมการสอบสวนยังมิได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกล่าวหาให้ครบทุกประเด็นตามที่ได้ตกลงไว้กับ อ.สุรพล คณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการเรียกพยานของ อ.สุรพล บางคนไปให้ถ้อยคำ ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลแล้ว ยังถือว่าไม่เป็นธรรมต่อ อ.สุรพล อีกด้วย เพราะเหตุว่า อ.สุรพล และพยานของ อ.สุรพล ควรได้มีโอกาสสื่อสารเกี่ยวกับคำโต้แย้งข้อกล่าวให้ครบทุกประเด็นเสียก่อน แล้วจึงเริ่มไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 19
จากการที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานในฝ่ายของ อ.สุรพล ไปให้ถ้อยคำอย่างไม่ถูกต้องข้างต้นนั้น อ.สุรพล จึงใช้สิทธิตามกฎหมายร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ฯอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะ เพราะดำเนินการขัดต่อข้อคับคับอีกเช่นเดียวกัน ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ
เหตุการณ์ ลำดับที่ 20
ในการสอบปากคำของพยานในฝ่ายของ อ.สุรพล มีข้อเท็จจริงว่า การสอบปากคำเป็นไปอย่างเร่งรัด โดยที่คณะกรรมการสอบสวนต้องการให้พยานของ อ.สุรพล ให้ถ้อยคำแบบสรุปความ ขณะที่พยานของ อ.สุรพล ประสงค์ที่จะให้ความคิดเห็นโดยละเอียดตามที่เป็นจริงเกี่ยวกับบทความ การกระทำ และเจตนาของ อ.สุรพล ในการเขียนและเผยแพร่บทความดังกล่าว
ลำดับเหตุการณ์แห่งการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ
อ.สุรพล จรรยากูล
..........................................
รายงานฉบับนี้มุ่งที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคุกคามทางวิชาการที่เกิดขึ้นจริงใน มศว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ จนนำไปสู่การออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรง ทั้งนี้ เพื่อให้นักวิชาการและสมาชิกของประชาคมมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้และเกิดความตระหนักว่า การคุกคามเสรีภาพทางวิชาการเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งเพียงใด และไม่ควรปล่อยให้เกิดมีขึ้น เนื่องจากการคุกคามดังกล่าวจะขยายตัวมากขึ้น และจะนำไปสู่การทำลายเสรีภาพทางวิชาการโดยสิ้นเชิงในภายหลัง
เหตุการณ์ ลำดับที่ 1
อ.สุรพล จรรยากูล เขียนบทความทางวิชาการเพื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ และเสนอแนวทางสำหรับการปรับปรุงแก้ไขในอนาคต ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดี มศว จำนวน 2 บทความ คือ
(1)เรื่อง “อธิการ มศว คือผู้นำที่คน มศว ศรัทธา ภูมิใจ และสุขใจที่จะร่วมงานอย่างทุ่มเท” และ
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”
โดยมีการเผยแพร่ผ่านทางอีเมล เพื่อเป็นการให้ความรู้ทางวิชาการแก่ประชาคม มศว เป็นหลัก
หมายเหตุ
-ดูบทความทั้ง 2 บทความนี้ได้ใน http://surapoljyk.blogspot.com/
-ทั้ง 2 บทความข้างต้นเป็นบทความทางวิชาการ ที่มุ่งวิเคราะห์กระบวนการสรรหาอธิการบดีของ มศว อย่างตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ และเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในประชาคมวิชาการ รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขประเด็นต่างๆที่เป็นปัญหาทั้งในทางหลักการและในทางปฏิบัติ โดยมิได้มีเจตนาร้ายใดๆต่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือต่อ มศว ในฐานะที่เป็นองค์การของรัฐแต่อย่างใด
เหตุการณ์ ลำดับที่ 2
อ.สุรพล นำเสนอบทความทั้ง 2 เรื่องข้างต้นต่อคณะอนุกรรมการด้านวิชาการของ ปอมท. ซึ่ง ปอมท.จะจัดการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2549 ในเดือนกันยายน 2549 โดยมีการปรับเปลี่ยนชื่อเล็กน้อยและตัดเนื้อหาบางตอนออกไปเพื่อให้บทความกระชับเหมาะสำหรับตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ และคณะอนุกรรมการฯเห็นชอบให้ตีพิมพ์ได้ โดยชื่อใหม่ของบทความทั้ง 2 บทความเป็นดังนี้
(1)เรื่อง “การสรรหาอธิการบดี มศว: ความเงียบงันที่อำพรางปัญหาและกดทับกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาคม มศว” และ
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”
หมายเหตุ
-การจัดพิมพ์บทความทั้ง 2 บทความในเอกสารวิชาการโดย ปอมท.นี้มีการเผยแพร่ไปทั่วประเทศในทุกมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่อธิการบดี มศว เป็นอย่างยิ่ง โดยท่านอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าผู้เขียนมุ่งโจมตีและกล่าวร้ายต่อท่านและต่อ มศว
เหตุการณ์ ลำดับที่ 3
ภายหลังจากการประชุมวิชาการของ ปอมท. เสร็จสิ้นลง ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยได้มีบันทึกข้อความราชการอย่างเป็นทางการไปถึง ดร.ไชยา กุฎาคาร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานสภาคณาจารย์ฯ มศว และดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ปอมท.พร้อมกันด้วย
ในบันทึกดังกล่าวระบุถึงชื่อ อ.สุรพล และบทความของ อ.สุรพล ที่ตีพิมพ์ในเอกสารวิชาการของ ปอมท. และกำหนดให้ ดร.ไชยา ไปรายงานข้อเท็จจริงในการจัดพิมพ์บทความดังกล่าว และแสดงความรับผิดชอบต่อฝ่ายบริหารและต่อสภา มศว
หมายเหตุ
-เนื่องจากโดยข้อเท็จจริงแล้ว ดร.ไชยา มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆต่อการจัดพิมพ์บทความทั้ง 2 บทความดังกล่าวเลย เพราะเป็นภารกิจของคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการในการจัดประชุมคราวนั้น ฝ่ายบริหารของ มศว จึงไม่สามารถเอาผิดและลงโทษ ดร.ไชยา ตามที่ต้องการได้ แต่เนื่องจากความไม่พอใจและความโกรธเคืองที่ยังคงอยู่ และต้องการหาผู้ที่จะเป็นเหยื่อสนองความไม่พอใจของตนเองให้ได้ ฝ่ายบริหารของ มศว จึงเบนเข็มมาสู่การเอาผิด อ.สุรพล จรรยากูล ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความแทน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 4
ปี พ.ศ. 2550 อธิการบดีออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง โดยในคำสั่งฉบับนี้มีการตั้งข้อกล่าวหา อ.สุรพล จำนวน 4 ข้อกล่าวหา ดังนี้
“ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่า อาจารย์สุรพล จรรยากูล ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ สังกัดภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มีพฤติกรรมดังต้อไปนี้
1.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมทำหนังสือเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ไม่มีข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามต่อองค์กรและตัวบุคคล
2.อาจารย์สุรพล จรรยากูล ทำหนังสือร้องเรียนการบริหารภายในของมหาวิทยาลัยต่อหน่วยงานภายนอกต่างๆ โดยร้องเรียนเรื่องเดิมซ้ำกันไปยังหน่วยงานหลายครั้ง
3.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมเข้าแทรกแซงและก้าวก่ายการปฏิบัติงานในเรื่องต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจงานสอน งานวิจัยและหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองโดยตรง เช่น เรื่องโรงเรียนสาธิต เรื่องการสรรหาคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์
4.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมละเว้นและทอดทิ้งหน้าที่ราชการ งานการสอนและการวิจัย และไม่เอาใจใส่การทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตที่ควรมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องจัดลำดับในการทำงานดังกล่าวเป็นสำคัญ จะละเว้นหรือทอดทิ้งไม่ได้ในเรื่องการเรียนการสอนและการวิจัยเป็นหลัก”
หมายเหตุ
-โปรดดู คำสั่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ 2247/2550 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง สั่ง ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2550
-หลักฐานที่คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงได้รับเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหา มีเฉพาะในส่วนของข้อกล่าวหาที่ 1 เท่านั้น ส่วนข้อกล่าวหาที่ 2 ข้อกล่าวที่ 3 และข้อกล่าวหาที่ 4 ไม่มีหลักฐานสนับสนุนใดๆเลย
เหตุการณ์ ลำดับที่ 5
ผลจากคำสั่งดังกล่าวนี้ คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงได้รวบรวมหลักฐานที่เป็นเอกสารต่างๆที่ อ.สุรพล ได้เขียนและเผยแพร่เพื่อการเรียนรู้จำนวนรวมกว่า 100 หน้า เพื่อประกอบและสนับสนุนการพิจารณาพฤติกรรมของ อ.สุรพล ในประเด็นที่ 1 ที่ว่า“1.อาจารย์สุรพล จรรยากูล มีพฤติกรรมทำหนังสือเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ไม่มีข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามต่อองค์กรและตัวบุคคล”
เอกสารต่างๆที่คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงรวบรวมไว้ ประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
กลุ่มที่ 1
บทความต่างๆที่กระผมเขียนและถูกนำมาเป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย มีดังนี้
(1)เรื่อง “อธิการ มศว คือผู้นำที่คน มศว ศรัทธา ภูมิใจ และสุขใจที่จะร่วมงานอย่างทุ่มเท”(45 หน้า)
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”(12 หน้า)
(3)เรื่อง “ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ)กับ“ปรากฏการณ์อีแอบ 4 มิติ””(เผยแพร่ต่อสาธารณะใน ThaiEduWatch.com โดยเครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษา มิใช่โดย อ.สุรพล)
(4)เรื่อง “มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ:อย่าปล่อยให้ความประมาทของบางคน กลายเป็นหายนภัยต่อสาธารณชน”(เผยแพร่ต่อสาธารณะใน ThaiEduWatch.com โดยเครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษา มิใช่โดย อ.สุรพล)
(5)เรื่อง “คำถามสำคัญเรื่อง มศว ออกนอกระบบราชการ”
(6)เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว เป็นมิจฉาทิฐิ”
(7)เรื่อง “จากระบอบทักษิณสู่ระบอบวิจิตร-กฤษณพงษ์: ทางสู่สวรรค์หรือทางลงนรกของมหาวิทยาลัยส่วนราชการไทย???”
(8)เรื่อง “มศว: จากระบบราชการ สู่ ระบบ “ราชกู”
(9)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับปรับปรุงล่าสุด 30 สิงหาคม 2550 เพิ่มเติมจากฉบับ 24 สิงหาคม 2552 ข้อเสนอต่อประชาคม มศว เรื่อง การเลือกตั้งผู้แทนคณาจารย์เป็นกรรมการสภา มศว
(10)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับ 4 กันยายน 2550 เรื่อง ปรากฏการณ์ 3 กันยายน 2550 กับความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม
(11)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับ 24 กันยายน 2550 (ปรับปรุงจากฉบับ 22 กันยายน 2550) เรื่อง ความจริงของอดีตที่ถูกซ่อนเร้นในการได้มาซึ่งกรรมการสภา มศว จากการเลือกตั้งของคณาจารย์ มศว
กลุ่มที่ 2
เอกสารอื่นๆที่ไม่มีลักษณะเป็นบทความวิชาการ หรือเป็นบทความวิชาการของบุคคลอื่นๆ ประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
(1)บันทึกข้อความถึงท่านอธิการบดี เรื่อง จดหมายเปิดผนึก เพื่อขอวิงวอนให้ชะลอการนำร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ออกนอกระบบ)เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเปิดโอกาสให้ประชาคม มศว ได้ร่วมพิจารณาจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้อีกครั้งหนึ่ง ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2549
(2)จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง โปรดให้ความเมตตาต่อชาว มศว โดยชะลอการนำเสนอร่าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ออกนอกระบบ)ต่อคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2549
(3)หนังสือถึงนายกสภา มศว และกรรมการสภา มศว(ระบุชื่อบุคคล) เรื่อง ขอรับทราบความชัดเจนเกี่ยวกับการออกนอกระบบของ มศว ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550
(4)แบบสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว” โดย ดร.สุรพล จรรยากูล ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์
(5)หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0009/220 เรื่อง การปรับฐานะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 26 เมษายน 2543
(6)บทความเรื่อง “ทิศทางของมหาวิทยาลัยนอกระบบ” เขียนโดย นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 3 มกราคม 2550
(7)บทความเรื่อง “มหาวิทยาลัยในกำกับที่ควรจะเป็น” เขียนโดย ดร.วิชัย ตันศิริ ในหนังสือพิมพ์มติชน
หมายเหตุ
-การเอาผิด อ.สุรพล ด้วยการอ้างอิงถึงบทความในเอกสารวิชาการของ ปอมท. เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหาร มศว ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสะดวกใจนัก เนื่องจากเหตุผล ดังนี้
(1)ในครั้งแรกที่ได้พยายามลงโทษ ดร.ไชยา มาแล้ว แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
(2)เงื่อนไขการเป็นเอกสารวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์คุ้มครองบทความทั้ง 2 บทความไว้แล้วในระดับหนึ่ง
(3)การเอาความผิด อ.สุรพล โดยนำเอาบทความทั้ง 2 ข้างต้นที่ตีพิมพ์มาเป็นสาเหตุ อาจจะถูกต่อต้านจากประชาคมวิชาการของประเทศได้โดยตรง
ดังนั้น อธิการบดี มศว จึงหันเหเหตุแห่งความผิดมาเป็นบทความดั้งเดิมของ อ.สุรพล ซึ่งได้เผยแพร่ต่อบุคลากร มศว ผ่านทางอีเมล์แทน
บทความจำนวน 2 บทความใน(1) และ(2) ที่ส่งทางอีเมล์เป็นบทความเดียวกันกับอีก 2 บทความที่จัดพิมพ์ในเอกสารวิชาการของ ปอมท. แต่มีขนาดยาวมากกว่า เพราะมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการสะท้อนภาพองค์การของ มศว โดยการวิเคราะห์ผ่านสัญลักษณ์อักษร SWU
อธิการบดีนำเอาเนื้อหาของบทความทั้ง 2 นี้ ในส่วนที่แตกต่างไปจากบทความที่จัดพิมพ์ในเอกสารวิชาการของ ปอมท. มาเป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย
นอกจาการใช้บทความทั้ง 2 เรื่องที่ส่งทางอีเมลเป็นเหตุแห่งการกล่าวโทษแล้ว ยังดึงเอาบทความและข้อเขียนอื่นๆที่ อ.สุรพล ได้ศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมการสภา มศว ประเภทคณาจารย์ และเกี่ยวกับการออกนอกระบบของ มศว(กลุ่ม 1 เรื่องที่ 3 ถึงเรื่องที่ 11) รวมทั้งจดหมายอื่นๆเกี่ยวกับเรื่องการออนอกระบบ(กลุ่มที่ 2 เรื่องที่ 1 ถึงเรื่องที่ 7) มาเป็นเหตุแห่งการกระทำความผิดด้วย โดยพยายามชี้ว่า อ.สุรพล ใช้คำหยาบ ใช้ข้อความเป็นเท็จสร้างความเสียหายและดูหมิ่นอธิการบดี สภามหาวิทยาลัย และ มศว
-ดูบทความเหล่านี้ได้ใน http://surapoljyk.blogspot.com/
เหตุการณ์ ลำดับที่ 6
คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ได้สรุปผลการสอบหาข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
“พฤติกรรมการกระทำดังกล่าวของอาจารย์สุรพล จรรยากูล......... ถือเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม เสียดสี ก้าวร้าว หยาบคาย ดูหมิ่น กล่าวเท็จ และเหยียดหยามมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย อย่างที่ไม่เคยมีข้าราชการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกระทำมาก่อน และขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย”
หมายเหตุ
-ด้วยเหตุผลของความไม่ชัดเจนในประเด็นข้อกล่าวหาว่าโยงกับเอกสารใดและส่วนใด อ.สุรพล จึงขอให้คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงแจ้งให้ทราบให้ชัดเจนในแต่ละจุดแต่ละประเด็น แต่ในท้ายที่สุด ไม่ได้คำตอบต่อข้อสงสัยดังกล่าว อ.สุรพล จึงไม่ได้มีโอกาสไปพบคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด มูลความผิดจึงเกิดจากการสรุปของคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
-ไม่มีการระบุคำว่า “ผิดวินัยร้ายแรง” ตามมาตราใดมาตราหนึ่งที่ชัดเจนแต่อย่างใด
เหตุการณ์ ลำดับที่ 7
หลังจากที่คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงสรุปผลการดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้ว อธิการบดีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงของ อ.สุรพล โดยในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งนี้ ได้ระบุข้อกล่าวหาว่า อ.สุรพล กระทำการผิดวินัย ดังนี้
“ด้วยอาจารย์สุรพล จรรยากูล............. ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เรื่องจัดทำเอกสารสิ่งพิพม์ต่างๆหลายฉบับ ที่มีเนื้อหาข้อความวิจารณ์โดยใช้ข้อความไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม เสียดสี ก้าวร้าว หยาบคาย ดูหมิ่นโดยกล่าวเท็จ และเหยียดหยามมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย และเผยแพร่เอกสารต่อสาธารณะ....... เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของมหาวิทยาลัย อธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย........ ถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานดูหมิ่น เหยียดหยามผู้ร่วมปฏิบัติราชการ และกระทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้ที่ราชการของตน อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วตามมาตรา 41 และมาตรา 42.......”
หมายเหตุ
-โปรดดู คำสั่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ 1796/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน สั่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552
เหตุการณ์ ลำดับที่ 8
คณะกรรมการสอบสวนที่อธิการบดีตั้งขึ้น ได้ใช้หลักฐานส่วนใหญ่จากคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง และไม่ใช้หลักฐานบางอย่างในการสอบสวน นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมหลักฐานอื่นๆเพิ่มเติม
เอกสารต่างๆอันเป็นหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนใช้ในการดำเนินการสอบสวน จึงประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
กลุ่มที่ 1
บทความต่างๆที่ อ.สุรพล เขียนและถูกนำมาเป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย มีดังนี้
(1)เรื่อง “อธิการ มศว คือผู้นำที่คน มศว ศรัทธา ภูมิใจ และสุขใจที่จะร่วมงานอย่างทุ่มเท”
(2)เรื่อง “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว : ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ”
(3)เรื่อง “ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ) กับ “ปรากฏการณ์อีแอบ 4 มิติ”
(4)เรื่อง “คำถามสำคัญเรื่อง มศว ออกนอกระบบราชการ”
(5)เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว เป็นมิจฉาทิฐิ”
(6)เรื่อง“จากระบอบทักษิณสู่ระบอบวิจิตร-กฤษณพงษ์:ทางสู่สวรรค์หรือทางลงนรกของมหาวิทยาลัยส่วนราชการไทย???”
(7)เรื่อง “มศว: จากระบบราชการ สู่ ระบบ “ราชกู”
(8)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับปรับปรุงล่าสุด 30 สิงหาคม 2550 เพิ่มเติมจากฉบับ 24 สิงหาคม 2552 ข้อเสนอต่อประชาคม มศว เรื่อง การเลือกตั้งผู้แทนคณาจารย์เป็นกรรมการสภา มศว
(9)จดหมายเปิดผนึก เพื่อสื่อสารความรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ฉบับ 24 กันยายน 2550 (ปรับปรุงจากฉบับ 22 กันยายน 2550) เรื่อง ความจริงของอดีตที่ถูกซ่อนเร้นในการได้มาซึ่งกรรมการสภา มศว จากการเลือกตั้งของคณาจารย์ มศว
กลุ่มที่ 2
เอกสารอื่นๆที่ไม่มีลักษณะเป็นบทความวิชาการ หรือเป็นบทความวิชากรของบุคคลอื่นๆ ประกอบด้วยเอกสารดังต่อไปนี้
(1)จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง โปรดให้ความเมตตาต่อชาว มศว โดยชะลอการนำเสนอร่าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ออกนอกระบบ)ต่อคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2549
(2)แบบสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “การออกนอกระบบของ มศว” โดย ดร.สุรพล จรรยากูล ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์
(3)หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0009/220 เรื่อง การปรับฐานะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 26 เมษายน 2543
(4)บทความเรื่อง “ทิศทางของมหาวิทยาลัยนอกระบบ” เขียนโดย นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 3 มกราคม 2550
(5)บทความเรื่อง “มหาวิทยาลัยในกำกับที่ควรจะเป็น” เขียนโดย ดร.วิชัย ตันศิริ ในหนังสือพิมพ์มติชน
กลุ่มที่ 3
คำอภิปรายในการสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้นใน มศว ที่เป็นเหตุแห่งการกล่าวหาทางวินัย ได้แก่
(1)คำอภิปรายของ อ.สุรพล ในการประชุมเรื่อง “ร่าง พ.ร.บ. กับอนาคต มศว” วันที่ 8 มกราคม 2550 จัดโดยสภาคณาจารย์ฯ(หลักฐานใหม่ของคณะกรรมการสอบสวน)
(2)คำอภิปรายของ อ.สุรพล ในการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานภาระงานสายวิชาการ” วันที่ 1 สิงหาคม 2551 จัดโดยสภาคณาจารย์ฯ(หลักฐานใหม่ของคณะกรรมการสอบสวน)
หมายเหตุ
-คณะกรรมการสอบสวนวินัย ได้จัดส่งสำเนาเอกสารทั้งหมดที่เป็นหลักฐานในการสอบสวนวินัยให้แก่ อ.สุรพล
-ดูบทความเหล่านี้(บางส่วน)ได้ใน http://surapoljyk.blogspot.com/
เหตุการณ์ ลำดับที่ 9
คณะกรรมการสอบสวนวินัยได้ระบุไว้ในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา อ.สุรพล โดยสาระสำคัญของความผิดวินัยที่อ้างอิงมาจากคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง มีดังนี้
“ด้วยคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงตามคำสั่งมหาวิทยาลัย............. ได้รายงานการสอบหาข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยร้ายแรงโดยมีการกระทำความผิดจากหลักฐานดังนี้.........
..................
..................
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามเอกสาร..... มีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ หยาบคาย ก้าวร้าว เสียดสี ดูหมิ่นสภามหาวิทยาลับและอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผู้ถูกกล่าวหายังได้เผยแพร่และส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวัย....... มาตรา 41 ฐานกลั่นแกล้ง ดูหมิ่น เหยียดหยาม ผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมปฏิบัติราชการ อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”
และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้สรุปพยานหลักฐานต่างๆแล้ว ได้มีการระบุความผิดของ อ.สุรพล ไว้เพิ่มเติมอีก ดังต่อไปนี้
“พฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว ถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานดูหมิ่นเหยียดหยามผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมปฏิบัติราชการ และทำลายชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในฐานการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและยังเป็นผู้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ ดังคำเปรียบเทียบ เสียดสี ล้อเลียนการบริหารนโยบายของอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา(ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร) และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ(ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) โดยเฉพาะเรื่องนโยบายของรัฐบาลในการให้มหาวิทยาลัยของรัฐออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ทั้งๆที่เป็นข้าราชการในสังกัดสถาบันอุดมศึกษา....... ซึ่งการกระทำทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคห้า มาตรา 41 วรรคสอง และมาตรา 44 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547”
หมายเหตุ
-เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อสรุปของคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงเอง และข้อความที่คณะกรรมการสอบสวนอ้างถึงข้อสรุปของคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ตรงกันในสาระสำคัญ
เหตุการณ์ ลำดับที่ 10 ก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงจะเริ่มกระบวนการสอบสวน อ.สุรพล ได้ยื่นหนังสือต่ออธิการบดีในฐานะผู้ออกคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อใช้สิทธิตามข้อบังคับและตามกฎหมายในการคัดค้านประธานคณะกรรมการสอบสวนและกรรมการสอบสวนบางคน เนื่องจากเหตุผลด้านสภาวะการเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งก่อนและหลังการได้รับคำสั่งแต่งตั้ง และเหตุผลด้านผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่สอบสวนและการทำหน้าที่อื่นในขณะเดียวกัน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 11
อธิการบดีได้รับคำร้องคัดค้านกรรมการสอบสวนของ อ.สุรพล และได้วินิจฉัยให้กรรมการสอบสวนที่ถูกคัดค้านทำหน้าที่สอบสวนต่อไป โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น
เหตุการณ์ ลำดับที่ 12
ในระหว่างที่รอให้อธิการบดีพิจารณาและวินิจฉัยคำคัดค้านคณะกรรมการสอบสวน ข้อบังคับกำหนดว่าคณะกรรมการสอบสวนต้องระงับการสอบสวนเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสอบสวนที่ถูกคัดค้านไม่ระงับการดำเนินการสอบสวนเป็นการชั่วคราวแต่อย่างใด แต่ได้ดำเนินการสอบสวนต่อไปจนถึงการสอบสวนขั้นตอนที่ 6 คือ ขั้นตอนการเรียก อ.สุรพล ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน แม้ว่า อ.สุรพล จะได้แจ้งถึงการคัดค้านดังกล่าวให้ทราบเป็นหนังสือแล้วก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวนี้ของคณะกรรมการสอบสวนถือว่าไม่ชอบตามข้อบังคับที่กำหนดไว้
เหตุการณ์ ลำดับที่ 13
อ.สุรพล ได้ใช้สิทธิร้องทุกข์ตามกฎหมาย โดยการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ฯประจำ มศว ในประเด็นที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชอบตามข้อบังคับ ขณะที่รอคำวินิจฉับของอธิการบดีดังที่กล่าวมา
ในที่สุด คณะกรรมการอุทธรณ์ฯได้มีคำวินิจฉัย โดยกำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกลับไปดำเนินการสอบสวนใหม่นับตั้งแต่ขั้นตอนแรก เนื่องจากการสอบสวนตามขั้นตอนที่ 1 ไม่ชอบตามข้อบังคับข้างต้น และส่งผลให้การสอบสวนอีก 5 ขั้นตอนที่ตามมาไม่ชอบตามข้อบังคับไปด้วยเช่นกัน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 14
ผลจากการวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ อันเนื่องมาจากการจงใจกระทำการสอบสวนโดยไม่ชอบตามข้อบังคับของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้างต้น อ.สุรพล จึงยื่นหนังสือถึงอธิการบดีอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนจะเริ่มดำเนินการสอบสวนครั้งใหม่ในรอบที่ 2 ทั้งนี้ เพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทั้งคณะ เนื่องจาก อ.สุรพล เห็นว่าคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนให้ถูกต้องตามที่ข้อบังคับกำหนด ซึ่งเท่ากับไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมสูงสุดในการสอบสวน อ.สุรพล ได้อีกแล้ว
หมายเหตุ
-การคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนครั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับ มศว ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณาเพื่อลงโทษทางวินัย พ.ศ. 2552 ข้อ 10(7) ที่กำหนดว่า “ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านประธานกรรมการหรือกรรมการสอบสวน หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1)............
(2)............
...........
...........
(7)มีเหตุอื่นใดที่อาจทำให้การสอบสวนไม่เป็นกลางหรือเสียความเป็นธรรม”
เหตุการณ์ ลำดับที่ 15
อย่างไรก็ตาม อธิการบดีได้วินิจฉัยให้คณะกรรมการสอบสวนชุดเดิมทำหน้าที่สอบสวนต่อไป ดังเช่นที่ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในการคัดค้านครั้งที่ 1
เหตุการณ์ ลำดับที่ 16
ในการดำเนินการสอบสวนใหม่รอบที่ 2 นี้ ระหว่างที่รอการวินิจฉัยจากอธิการบดี คณะกรรมการสอบสวนไม่ระงับการสอบสวนเป็นการชั่วคราว แต่ได้เดินหน้าดำเนินการสอบสวนขั้นตอนที่ 1 ใหม่ต่อไปอีกเช่นเดิม จนกระทั่งถึงขั้นตอนที่เรียก อ.สุรพล ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน แม้ว่า อ.สุรพล จะแจ้งถึงการคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนรอบที่ 2 ดังกล่าวให้ทราบเป็นหนังสือแล้วก็ตาม
ในขั้นตอนการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน อ.สุรพล แจ้งให้คณะกรรมการสอบสวนทราบถึงข้อสงสัยในข้อกล่าวหาหลายประการ และคณะกรรมการสอบสวนแจ้งว่าจะตอบข้อสงสัยในข้อกล่าวหาให้ครบถ้วน เพื่อที่ อ.สุรพล จะได้ทำคำโต้แย้งเพิ่มเติมให้ครบทุกประเด็นกล่าวหา หลังจากนั้น คณะกรรมการสอบสวนจึงจะเริ่มดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลในฝ่ายของ อ.สุรพล
เหตุการณ์ ลำดับที่ 17
จากการที่คณะกรรมการสอบสวนไม่ระงับการสอบสวนชั่วคราว ระหว่างที่รอการวินิจฉัยจากอธิการบดี อ.สุรพล จึงใช้สิทธิตามกฎหมายร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ฯในรอบที่ 2 อีกเช่นกัน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะ เพราะดำเนินการขัดต่อข้อคับคับเช่นเดียวกันกับการสอบสวนในรอบที่ 1 ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ
เหตุการณ์ ลำดับที่ 18
ในระหว่างที่คณะกรรมการสอบสวนยังมิได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกล่าวหาให้ครบทุกประเด็นตามที่ได้ตกลงไว้กับ อ.สุรพล คณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการเรียกพยานของ อ.สุรพล บางคนไปให้ถ้อยคำ ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลแล้ว ยังถือว่าไม่เป็นธรรมต่อ อ.สุรพล อีกด้วย เพราะเหตุว่า อ.สุรพล และพยานของ อ.สุรพล ควรได้มีโอกาสสื่อสารเกี่ยวกับคำโต้แย้งข้อกล่าวให้ครบทุกประเด็นเสียก่อน แล้วจึงเริ่มไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน
เหตุการณ์ ลำดับที่ 19
จากการที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานในฝ่ายของ อ.สุรพล ไปให้ถ้อยคำอย่างไม่ถูกต้องข้างต้นนั้น อ.สุรพล จึงใช้สิทธิตามกฎหมายร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ฯอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะ เพราะดำเนินการขัดต่อข้อคับคับอีกเช่นเดียวกัน ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ
เหตุการณ์ ลำดับที่ 20
ในการสอบปากคำของพยานในฝ่ายของ อ.สุรพล มีข้อเท็จจริงว่า การสอบปากคำเป็นไปอย่างเร่งรัด โดยที่คณะกรรมการสอบสวนต้องการให้พยานของ อ.สุรพล ให้ถ้อยคำแบบสรุปความ ขณะที่พยานของ อ.สุรพล ประสงค์ที่จะให้ความคิดเห็นโดยละเอียดตามที่เป็นจริงเกี่ยวกับบทความ การกระทำ และเจตนาของ อ.สุรพล ในการเขียนและเผยแพร่บทความดังกล่าว
วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553
บทความเกี่ยวกับการออกนอกระบบ
9 มิติ(นพลักษณ์)เกี่ยวกับอาจารย์ป๋วย: แง่คิดสำหรับ มศว เกี่ยวกับการออกนอกระบบ
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
…………………………………………..
ปฐมบท
อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสมัยจอมพล ส. จอมเผด็จการที่เป็นอธรรม(ผู้ทำตัวยิ่งใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดิน) เป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ รับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างกล้าหาญ ด้วยความเสียสละ และไม่มีเรื่องด่างพร้อยทั้งทางด้านวิชาการ การบริหาร การเมือง และศีลธรรม
แง่คิด 9 มิติที่ทรงค่าแก่การเรียนรู้และการคิดคำนึงเกี่ยวกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย
มิติที่ 1 การใช้ความรู้ทางวิชาการช่วยเหลือชาติให้ปลอดภัยจากเผด็จการ จอมพล ส.(Dictator Sarit) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการบริหารนโยบายการเงินของชาติ โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกลไกหลัก คนในธนาคารแห่งประเทศไทยเคารพอาจารย์ป๋วยในฐานะปูชนียบุคคลที่สำคัญ ที่วางรากฐานอันมั่นคงให้แก่ธนาคารแห่งชาติ อาจารย์ป๋วยเป็นสัญลักษณ์ของ Ideal Leadership ของคนในธนาคารแห่งชาติ
มิติที่ 2 การอยู่กับเผด็จการ จอมพล ส. แต่ไม่เป็นทาสรับใช้เผด็จการ ที่สำคัญก็คือ ไม่มีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงเชื้อพันธุ์ของเผด็จการ(Dictatorial Personality)ในตัวตนของอาจารย์ป๋วย ดังเช่นที่หลายคนชอบทำ เพราะได้ประโยชน์เป็นอามิสรางวัล โดยอ้างภาษิตโบราณแบบน้ำขุ่นๆว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ซึ่งทำให้หลายๆคน “ตาแตก”มามากต่อมากแล้ว
มิติที่ 3 ความซื่อตรงต่อหลักวิชาความรู้ที่เป็นกลาง(academic/intellectual integrity) แต่ไม่ไร้หัวใจ ในการประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่มีวาระซ่อนเร้น( hidden agenda) ใดๆแฝงอยู่
มิติที่ 4 การตระหนักว่าตำแหน่งและอำนาจมิใช่คำตอบสำหรับเรื่องสำคัญๆ สิ่งสำคัญคือต้อง “ได้ใจ” ของผู้คนที่เกี่ยวข้อง อาจารย์เชื่อมั่นว่า Moral Suasion เป็นมรรคาที่ทรงคุณค่า ที่จะสร้างความเข้าใจและการยอมรับจาก stakeholders ทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะเสถียรภาพทางการเงินของชาติเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ไม่สามารถทำเป็นเล่น หรือใช้อำนาจชี้นิ้วบันดาลให้สำเร็จจริงจังและยั่งยืนได้
มิติที่ 5 การเป็นสัญลักษณ์อันทรงคุณค่า(Meaningful Symbol) ของผู้ไม่โลภทางอามิสหรือมุ่งแสวงหาลาภสักการะ แม้อาจารย์ป๋วยจะมีตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารชาติ แต่สำนึกดีของอาจารย์ป๋วยย้ำเตือนว่า เงินเดือนที่ควรรับคือเงินเดือนในฐานะของอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มิใช่เงินเดือนในฐานะค่าจ้างรับใช้จอมเผด็จการ
มิติที่ 6 การเป็นที่ยอมรับในฐานะ Spiritual / Intellectual Leadership ดังปรากฏเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาและแนวปฏิบัติ ที่เรียกว่า “สันติประชาธรรม”(Peace, Democracy and Righteousness)
มิติที่ 7 การเป็น Political / Ideological Inspiration ของ New Generation ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบันมากมาย
มิติที่ 8 การมีสำนึกที่ลุ่มลึกในบูรณาการเชิงสร้างสรรค์(Creative Integration) ระหว่าง “อุดมศึกษา” กับการรับใช้สังคม / ผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อการยกฐานะความเป็นมนุษย์ของปุถุชนให้สูงขึ้นและสมบูรณ์ขึ้นเป็นหลักใหญ่ ดังจะเห็นได้จากการก่อตั้งโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร จนเป็นสำนักบัณฑิตอาสาสมัครในปัจจุบัน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวอย่าง
มิติที่ 9 ความกล้าหาญแต่นอบน้อมถ่อมตนยิ่ง ในการนำเสนอปรัชญาสังคมการเมืองบนฐานจริยธรรมที่ลุ่มลึก(Deep ethics-based socio-political philosophy) เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปสังคมไทยและสังคมโลกโดยรวม บนฐานของการเน้นคุณภาพชีวิตอันแท้จริงของมนุษย์เป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากบทประพันธ์ เรื่อง “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”
ฐานคิดอธิการบดี ม.ขอนแก่น กับการออกนอกระบบ: “Elephant Model ?”
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
สุภาษิตไทยโบราณ
บทหนึ่งกล่าวว่า “เห็นช้างขี้ อย่างขี้ตามช้าง”
อีกบทหนึ่งกล่าวว่า “เดินตามหลังผู้ใหญ่ มหาไม่กัด”
แล้วถ้าผู้ใหญ่ขี้ตามช้างเล่า ใคร? จะยอมเดินดุ่มๆตามผู้ใหญ่กันเล่า
ที่มาของประเด็น
ในการสัมภาษณ์รายการของวิทยุรัฐสภา วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2549 เวลาช่วงเย็น อธิการบดี ม.ขอนแก่น กล่าวถึงฐานคิดของตนเอง เกี่ยวกับการเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบว่า ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้กล่าวถึงมหาวิทยาลัยของรัฐ 2 ประเภท คือ มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ(นอกระบบ) ถ้าการเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบไม้ดี กฎหมายจะบัญญัติไว้ทำไม??? ตรรกะประการแรกของท่านอธิการบดี ก็คือ อะไรที่กฎหมายเขียนไว้ให้ทำได้ ต้องดีทั้งนั้น นอกจากนี้ ท่านยังอ้างถึงร่าง พ.ร.บ.ของ ม.มหิดล และ ม.บูรพา ว่าได้ผ่านวาระที่ 1 ของ สนช. แล้ว ด้วยคะแนนท่วมท้น ตรรกะประการที่สองของท่านอธิการบดี ก็คือ ถ้ามีการลงคะแนนแล้ว เสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไร ต้องดีทั้งนั้น
คำถามที่เกิดขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ตรรกะของท่านอธิการบดีว่าด้วย ส่งที่ดี ในประเด็นว่าด้วยสาธารณะ(public issue) ดังเช่นร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนี้ ใช้ wordings ในกฎหมาย และ จำนวน Votes ใน สนช. เป็นเกณฑ์วินิจฉัยเพื่อการตัดสิน ยอมรับได้แค่ไหน อย่างไร
วิพากษ์ตรรกะที่ 1
คำถามสำคัญต่อตรรกะประการแรก ก็คือ กฎหมายฉบับหนึ่งๆ ไม่ใช่สัจธรรมสัมบูรณ์ เขียนแล้วแก้ แก้แล้วเขียน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เสมอ กล่าวอย่างรวบรัด ถ้าอ่านแบบไม่คิดอะไร สิ่งที่เขียนตรงกันข้ามในกฎหมายเดียวกันแต่ต่างกาละ อาจกลายเป็นสิ่งที่ถูกทั้งคู่ก็ได้ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม มิใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ฝนตก ฟ้าผ่า นี่ย่อมหมายความว่า กฎหมายมิใช่คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่นอกเหนือกาละและเทศะ จนมนุษย์เกี่ยวข้องหรือควบคุมปรับเปลี่ยนมิได้ นั่นเป็นเพราะ กฎหมายเป็นผลผลิตของความคิดของมนุษย์ในบริบทเฉพาะ (specific context)นั่นเอง ไม่ใช่กฏธรรมชาติ(natural law)ในโลกทางสังคม(social world) หรือสัจจะสัมบูรณ์(absolute truth) ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากแง่มุมทางวิชาการอยู่ที่ว่า ความคิดของใคร และด้วยวิธีการอย่างไรต่างหาก จากจุดนี้เอง บทสรุปเบื้องต้นแบบรวบรัดเกี่ยวกับ wordings ในกฎหมาย ก็คือ มันเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งในวาทกรรมชุดใหญ่ที่รองรับอยู่เท่านั้น ใครๆก็อ้างเพื่อใช้ประโยชน์ได้ ต่างกันก็เพียงแต่ว่า ใครอ้าง อ้างเมื่อไร และด้วยเหตุผลใดเท่านั้น
จากที่กล่าวมา จึงเห็นได้ว่า การอ้างเอาลอยๆเป็นสิ่งที่ใช่จะ “ฟังขึ้น”เสมอไป ดูจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงซึ่งจะยกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังนี้
รูปธรรมที่ 1 ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายอนุญาตให้จำหน่ายสุรา บุหรี่ และหวย(การพนันของรัฐ)ได้อย่างถูกต้อง ถ้าใช้ตรรกะนี้ หมายความว่า การจำหน่ายสุรา บุหรี่ และหวย เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน ถ้าเช่นนี้ เราจะตอบคำถามเด็กนักเรียนชั้นประถมทั้งประเทศในเรื่องของอบายมุขและสุขบัญญัติ 10 ประการได้อย่างไร อะไรคือความชัดเจน อะไรคือความสับสนและของใคร เจตนาบิดเบือน หรือไม่รู้เอาเสียจริงๆ วิธีคิดเช่นนี้สะท้อนรากฐานของวิกฤติทางศีลธรรมในสังคมที่น่าเป็นห่วงยิ่ง ใครจะรับผิดชอบ(และรับผิดชอบอบไหน)เกี่ยวกับอุบัติเหตุและการตายอันเกิดจากการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ เหยื่อบริสุทธิ์มีมากมาย อีกทั้งอาชญากรรมอื่นๆที่ตามมาอีกเล่า แล้วไงครับ ถูกกฎหมาย จึงดี แล้วไงครับ???
รูปธรรมที่ 2 กกต.ชุดที่แล้ว ได้รับการสรรหามาอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้าใช้ตรรกะแรกนี้ แสดงว่า กกต.ทั้งหมดเป็นคนดี แล้วไงครับ ถูกพิพากษาติดคุกทั้ง 3 คนเลย ตอนนี้กำลังเผชิญวิบากกรรมจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ตนเองคิดว่าผู้อื่นจะวินิจฉัยให้เป็นผิดมิได้
รูปธรรมที่ 3 มติ ครม.ชุดที่แล้ว มีมติให้ขายหวยบนดิน โดยไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย ทั้งๆที่มี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมากมาย และมือหนึ่งทางกฎหมายตั้งหลายคนช่วยงาน ถ้าดู wordings ในมติ ครม.ดังกล่าว ก็แสดงว่าการขายหวยบนดิน ดีและถูกฎหมาย แล้วเป็นไงละครับ ตรรกะแบบที่ 1 นี้เชื่อได้แค่ไหน
กล่าวโดยสรุปอย่างตรงไปตรงมา ตรรกะแบบที่ 1 นี้ เป็น “ตรรกะแบบเด็กอมมือ” นั่นย่อมหมายความว่า ถ้าเด็กอมมือเห็นสุนัขกินอึ ก็คงจะกินตามไปด้วย โดยอ้างการเอาอย่างเป็นเครื่องรองรับว่าดีและถูกต้อง ฐานคิดที่รองรับตรรกะเช่นนี้ เป็นฐานคิดที่ขาด Intellectual Skepticism ทางสังคมศาสตร์ มากเกินไปหน่อย เข้าลักษณะทำนอง non-academic way of thinking ซึ่งไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับนักในประชาคมวิชาการ
การวิพากษ์ตรรกะประการแรกที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนยังมิได้ถกเถียงในประเด็นที่ว่า การบัญญัติประเภทของมหาวิทยาลัยของรัฐเป็น 2 ประเภทนั้น มุ่งเพื่อการตั้งมหาวิทยาลัยใหม่อย่างเดียว หรือเน้นที่ให้แปลงรูปมหาวิทยาลัยเก่าที่มีอยู่เดิม หากมีการถกเถียงประเด็นนี้ คงต้องกลับไปค้นวาระการประชุมของสภาและคณะกรรมาธิการในช่วงเวลาที่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นการค้นหาความจริงย้อนหลังที่น่าสนใจที่เดียว หากมีเวลามากพอและอยู่ในเงื่อนไขที่จะทำได้
วิพากษ์ตรรกะที่ 2
สำหรับตรรกะประการที่ 2 ที่อ้างถึงจำนวนเสียง สนช. ที่ท้วมท้น ในกรณีการผ่านร่างกฎหมายของ ม.มหิดล และ ม.บูรพานั้น คำถามสำคัญก็คือ สนช. เป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมต้องถูกเสมอด้วยหรือ? คงไม่ต้องอ้างนะครับว่า สนช. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง เพราะการกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นการดึงฟ้าให้ต่ำ ซึ่งไม่บังควรกระทำอย่างยิ่ง คำถามที่ยกขึ้นมาข้างต้นนี้ ต้องการเพียงจะชี้ให้เห็นว่า ตรรกะว่าด้วยจำนวนตัวเลขในกรณีนี้ หาใช่สิ่งยืนยันประการเดียวว่า ดีและถูกต้องเสมอไป ที่กล่าวเช่นนี้ ผู้เขียนต้องการเน้นว่า นายกฯและ ครม.ชุดที่แล้ว ก็มาจากการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งเช่นเดียวกัน แล้วไงละครับ จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องหมายความต่อไปว่า ทุกสิ่งที่ทำ ดีและถูกต้องเสมอ บัดนี้ ความจริงได้เปิดเผยว่า อดีตนายกฯทักษิณและครอบครัวกำลังถูกตรวจสอบและดำเนินคดีในประเด็นที่ว่า “อาจจะมีการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ” นโยบายของอดีตนายกฯทักษิณเรื่องหวยบนดินก็ผิดกฎหมายดังที่กล่าวมา อีกทั้ง การแปรรูป กฟฝ. ก็ถูกฟ้องและศาลปกครองวินิจฉัยว่ากระทำผิดขั้นตอนที่กฎหมายระบุ
ความแตกต่างที่สำคัญยิ่ง ระหว่างความบกพร่องและผิดพลาดของ ครม.ทักษิณ กับเรื่องของการผ่าน ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบโดย สนช. ก็คือ ความผิดของอดีตนายกฯทักษิณนั้น กฎหมายบ้านเมืองสามารถเอาผิดได้ทั้งทางอาญาและแพ่ง และที่สำคัญก็คือ อดีตนายกฯทักษิณ ต้องเอาอนาคตทางการเมืองของตนเองและพรรคเป็นเดิมพัน โดย Voter ทั้งประทศ เป็นผู้พิพากษาในทางการเมืองอย่างชัดเจน แต่ในกรณีของการผลักดันกฎหมายมหาวิทยาลัยนอกระบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่มีลักษณะ non-democratic ความผิดพลาดเสียหายที่จะบังเกิดขึ้นต่อการอุดมศึกษาของประทศ อันเนื่องมาจากการทำให้มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการสิ้นสภาพการเป็นส่วนราชการไป อธิการบดีของแต่ละมหาวิทยาลัยที่ลงชื่อเสนอไป หรือนายกสภามหาวิทยาลัย(ซึ่งมักจะร่วมกันอ้างว่าดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลต่อเนื่องจากช่วงเวลาก่อน ไม่ใช่ตนเองเป็นต้นคิดหรือเจ้าของเรื่อง) หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ซึ่งประกาศว่าไม่ใช่นโยบายของตน แต่เป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยเอง รวมทั้งรัฐบาลก่อนหน้านี้) หรือนายกรัฐมนตรี หรือ สมาชิก สนช.คนไหน กล้าหาญพอที่จะบอกว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งทางด้านอาญา ทางแพ่ง และทางการเมือง มีไหมครับ
บทสรุปเชิงชี้ชวน
การวิพากษ์ตรรกะทั้ง 2 ประการ เกี่ยวกับการผลักดันกฎหมายให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ นำมาสู่ข้อสรุป ณ จุดนี้ว่า ใครก็ตามที่ใช้ตรรกะทั้ง 2 ประการรองรับการตัดสินใจของตน ค่อนข้างจะอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเกินไปในการใช้ประโยชน์ที่ล้นเกินจากกระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม(Excess Positivist Attitudes)ของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ[ในการศึกษาและวิเคราะห์โลกทางธรรมชาติ(natural world)ที่เกี่ยวกับมวลสาร(mass)และพลังงาน(energy) ซึ่งมีลักษณะคงตัวในทางสังคม(socially static)] มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณาโลกทางสังคมที่เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์(human behavior) ซึ่งมีลักษณะพลวัต(socially dynamic)สูงมาก แต่ความสุ่มเสียงนี้ มีได้เกิดผลเฉพาะบนแผ่นกระดาษที่เป็นเอกสารกฎหมายหรือเอกสารทางวิชาการเท่านั้น แต่เป็นความสุ่มเสี่ยงที่มีต้นทุนทางสังคมสูงมาก(high social cost)และสาธารณะเป็นผู้แบกรับทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(inevitable public burden) ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การวินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย ไม่สามารถถูกกระทำให้เป็นเพียงการลองผิดลองถูกของใครบางคนหรือหลายคนในวงแคบ(socially unacceptable personal trial and error) แต่เป็นการวินิจฉัยที่อยู่บนฐานของความรับผิดชอบทางจริยธรรม(Ethical Responsibility-based Decision Making)ด้วย จึงมิใช่เรื่องที่ต้องรวบรัด รีบเร่ง และถือเอาเสียงข้างมากของ สนช.เป็นเครื่องชี้ขาดเพียงประการเดียว
ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ) กับ “ปรากฏการณ์อีแอบ 4 มิติ”
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
ภาควิชาสังคมวิทยา
มศว ประสานมิตร
………………………………………
การเกิดขึ้นของ ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ) และการนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวสู่กระบวนการด้านนิติบัญญัติในปัจจุบัน ในยุคของรัฐบาล(ครม.)และรัฐสภา(สนช.)ภายใต้ คมช.สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ อีแอบ 4 มิติ” หรือ “อีแอบ จตุลักษณ์” ในที่นี้ “อีแอบ” คือ “E-AAb” ซึ่งย่อมาจากคำว่า Educational-Academic Abnormality
-มิติที่ 1 คือ อีแอบทางการบริหาร(Administrative Abnormality)
สะท้อนจากปรากฏการณ์ Lack of Full Participation ของ Overall Organizational Members ใน Academic Community หรือ Overall Organizational Stakeholders
-มิติที่ 2 คือ อีแอบทางสังคม(Social Abnormality)
สะท้อนจากภาพของ Insufficient Participation ของ Social Community of Tax Payers ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
-มิติที่ 3 คือ อีแอบทางการเมือง(Political Abnormality)
สะท้อนจากภาพของการเป็นนักฉวยโอกาสทางการเมือง(political opportunist) ของบรรดาอธิการบดี(และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง) และนายกสภามหาวิทยาลัย(รวมทั้งบรรดากรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง) ที่นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ในบริบททางการเมืองปัจจุบันที่มีลักษณะ Non-Democratic ในทำนองเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ฉวยโอกาสทางการเมืองภายใต้บริบทเดียวกัน โดยการ “โยนกลอง” ว่าเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยเอง และรัฐบาลชุดก่อน และ สนช. ก็ฉวยโอกาส “โยนกลอง” เช่นกัน ว่าเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยโดยตรง ไม่ใช่รัฐบาลชุดปัจจุบันเช่นกัน
กล่าวเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัย ปรากฏการณ์ในมิตินี้ สะท้อนให้เห็นแก่นแท้และตัวตนของของคณะผู้บริหาร ที่เป็นเพียง “ปุถุชนที่ถูกเชิด แต่ขาดวุฒิภาวะทางการเมืองตามแนวทางประชาธิปไตย” ได้อย่างชัดเจน อาจกล่าวได้ว่า เป็นภาพของ “อีแอบทางด้านจิตลักษณ์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย”(University Administrator’s Mentality Abnormality)
-มิติที่ 4 คือ อีแอบทางสติปัญญา(Intellectual Abnormality)
มิตินี้สะท้อนถึง Fundamental Intellectual Crisis ของ มศว ที่ได้รับการยอมรับมานานว่าเป็นเอตะทักคะทางวิชาการด้านศึกษาศาสตร์ ทั้งในมิติทางด้านปรัชญา ทฤษฎี และการวิจัย เพราะมีความเชื่อและบทสรุป(ตามๆกันมา อย่างซื่อๆ)ว่า การที่ มศว เป็นส่วนราชการ เป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่สภาวะ Impasse หรือ Deadlock และเชื่อต่อไปอีกว่า “การล้มล้างสภาวะการเป็นส่วนราชการของ มศว” (ซึ่งผู้เขียนขอย้ำและท้าทายให้คิดกันหนักๆว่า เป็นคนละประเด็นกับ “สภาวะการติดยึดกับระเบียบราชการใน มศว”) คือทางออกที่จำเป็นต้องเลือกในเชิงโครงสร้าง(Structural Imperative) จริงๆแล้ว น่าสงสัยว่า นี่คือ ภาพของสภาวะสิ้นไร้ไม้ตรอกในทางสติปัญญา(Intellectual Impasse)ของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยใช่หรือไม่ ?????
มาร่วมกันสร้าง Solidarity & Wisdom-Based University(SWU) ก่อนออกนอกระบบ กันดีไหม
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
………………………………………
Solidarity
-Love
-Compassion and Loving-Kindness
-Respect for Each Other
-Mutual Trust
-Active Participation
-Sense of Belonging
(บางคนกล่าวว่า ถ้าออกนอกระบบเมื่อไร ผมก็โอนไปส่วนราชการอื่นทันที)
-Social Intimacy
-Less Administrative Distance
Wisdom
-Broad-Mindedness
-Open to Criticism at All Level
-Academic Freedom
-Intellectual Consciousness in Academic Administration
-Periodic and Continuing Intellectual and Academic Dialogue and Debate
-Lively Academic Atmosphere
-Open to Public Involvement in Academic Affairs
-Textual Knowledge-Social Relevance Integration
ข้อควรระวัง “2 I ไป 2 D”
I ที่ 1 คือ Ignorance (ความเขลา)
I ที่ 2 คือ Indifference (ความไม่ใส่ใจ)
D ที่ 1 คือ Disaster (หายนภัย)
D ที่ 2 คือ Death (การสิ้นชื่อ)
การบริหาร มศว และกระบวนการ ร่าง พ.ร.บ. มศว(ออกนอกระบบ) ที่ผ่านมา
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
1.การทำงานให้สำเร็จ ---------à 4 M
-Man àใน มศว มีบุคลากรระดับ ป.โท และ ป.เอก มากมาย สิ่งนี้ เป็น Personnel Potential ของ มศว
-Materials
-Money
-Management----- à มศว มีองค์ความรู้ และนักวิชาการทางด้านการบริหารการศึกษา และการบริหารทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ สิ่งนี้ เป็น Intellectual Strength ที่สำคัญ
2.ความล้มเหลวในการทำงานเกิดจาก M ตัวที่ 5/1 คือ “MAGIC” ซึ่งปกติแล้ว แปลว่า การเล่นมายากล
M - Manipulation, Manual Power(เซ็นชื่อสั่งการ) ฯลฯ
A - Autocracy(An absolute government by one man, despotism),Avoidance, Awkwardness (being difficult to deal with)
G - Germination of dissatisfaction, anger and conflict
I - Ignorance, Interference and Intimidation
C – Control and Centralization
3.การทำงานสำเร็จด้วย 4 M จะยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อทุกคนในองค์การและสังคมส่วนรวม ต้องใช้ M ตัวที่ 5/2 คือ “MIRACLE” ซึ่งปกติแล้ว แปลว่า ความมหัศจรรย์
M - Moral courage, Mutual learning, Mutual Understanding, Mutual Responsibility, Mobilization of moral power, Mindfulness and Mental Maturity and Development
I - Intelligence and Intellectual Stimulation
R - Rendering Services, Release of Imagination and Creativity
A - Activation of Participation
C - Compassion and Contribution
L - Love and Loving-kindness
E - Enthusiasm, Encouragement of Synergy and Equity
4. การใช้ M ตัวที่ 5/1 นั้น มักจะเกิดขึ้นในเกมของผู้บริหาร ซึ่งเน้นแต่ “ประโยชน์ตน” เพียงประการเดียว ซึ่งหาเพียงพอไม่ตามหลักพุทธธรรม
5.การใช้ M ตัวที่ 5/2 มักเป็นไปเพื่อ “ประโยชน์ท่าน” และ “ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน” อย่างกลมกลืนและแนบเนียน บนหลักสันติธรรม
คำถามสำคัญเรื่อง มศว ออกนอกระบบราชการ
สุรพล จรรยากูล Ph.D. สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
คำถามที่ 1: สิ่งที่ท่านอธิการบดีเรียกว่า “Autonomous University” ตั้งอยู่บนรากฐานของ Philosophy of Democracy หรือ Philosophy of Authoritarianism และเป็นสิ่งเดียวกับที่ ดร.วิชัย ตันศิริ กล่าวถึงในบทความใน น.ส.พ.มติชน หรือไม่
คำถามที่ 2: ดร.วิชัย ตันศิริ เสนอว่า คณาจารย์ใน “Autonomous University” ไม่ควรมีสถานภาพเป็น “พนักงาน” ท่านอธิการบดีมีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างไร และเพราะเหตุใด จึงกำหนดให้ “พนักงาน” เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด ขณะที่ “ข้าราชการ” และ “ลูกจ้าง” มีสถานภาพเป็นเพียง “พลเมืองชั้น 2” ใน มศว นอกระบบราชการ
คำถามที่ 3: ท่านอธิการบดีใช้ทฤษฎีหรือหลักวิชาการอะไร ในสาขาวิชาการใด เป็นกรอบอ้างอิงหรือเป็นรากฐานของ “การออกนอกระบบราชการ” ของ มศว ตามร่าง พ.ร.บ. นี้
คำถามที่ 4: ปัญหาสำคัญๆของ มศว ที่เป็นส่วนราชการในปัจจุบัน มีอะไรบ้าง ที่ทำให้ท่านอธิการบดีคิดว่า ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือไม่มีทางออกอีกแล้วในระบบราชการ จึงต้อง “ออกนอกระบบราชการ” เพียงหนทางเดียว และปัญหาเหล่านั้น ท่านเคยนำเสนอต่อประชาคม มศว ในวงกว้าง หรือเคยเปิดโอกาสให้ประชาคม มศว ได้ร่วมกันพิจารณาหาทางออกร่วมกับท่านหรือไม่ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการออกนอกระบบราชการ
คำถามที่ 5: การที่ท่านอธิการบดี(และรองอธิการบดีทั้งหลาย) มีความก้าวหน้าในชีวิตราชการ จนมีตำแหน่งเป็น ศ. รศ. และ ผศ. อยู่นี้ มิได้เป็นอานิสงส์มาจากระบบราชการเลยหรือ หรือว่า เป็นเพียง “ความวิเศษเฉพาะตัว” ของท่านและคณะผู้บริหารเท่านั้น
คำถามที่ 6: แนวคิดเรื่อง “Autonomous University” นั้น มีมาก่อนหน้านี้แล้วประมาณ 30 ปี ในฐานะที่เป็นปฏิกิริยาเชิงอุดมคติที่บริสุทธิ์ของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในการตอบโต้กับการครอบงำและการปิดกั้นความเป็นอิสระและเสรีภาพทางวิชาการโดยกลุ่มอำนาจเผด็จการทหารในอดีต แล้ววันนี้ บทบัญญัติต่างๆในร่าง พ.ร.บ. มศว เป็นไปเพื่ออุดมคติชุดเดียวกันหรือ
หากเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว เหตุใด (1)จึงมีบทบัญญัติที่รวมศูนย์อำนาจให้แก่สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี จนมีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในเกือบทุกเรื่อง (2)จึงไม่เน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาคม(คณาจารย์ บุคลากรสนับสนุน นิสิตและชุมชนรอบข้าง) ในกระบวนการบริหารจัดการของ มศว (3)จึง “ฉวยโอกาส” เสนอร่าง พ.ร.บ.นี้กลับไปสู่รัฐบาล เพื่อเสนอต่อ สนช. อย่างเร่งรีบ ทั้งๆที่สามารถปฏิเสธได้ บนหลักการที่ว่า ทั้ง ครม. และ สนช. มิใช่องค์การบริหารและองค์การนิติบัญญัติ ที่เกิดจากระบอบประชาธิปไตย และ (4)ขณะที่ แนวคิดเรื่อง “Autonomous University” เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเน้นการปลดปล่อย(หรือปลดแอก)ทางวิชาการ(academic liberation)ของมหาวิทยาลัย จากการกดขี่ข่มเหงของกลุ่มอำนาจเผด็จการทหาร แต่ทว่า ในร่าง พ.ร.บ. มศว กลับพลิกผันและแปลงรูปการกดขี่ข่มเหงจากภายนอกกลายเป็นการกดขี่ข่มเหงจากภายใน มศว เอง ด้วยอำนาจของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว (ขออภัย พูดให้ชัดๆด้วยภาษายุคพ่อขุนรามคำแหง ดังนี้ มึงพูดถึง “มือมาร” แล้วมึงก็เปลี่ยน “มือมาร” มาเป็น “มือมึง” แทนเสียเอง โถ!!! ไอ้จอมปลอม ไอ้โคตรโกง)
คำถามที่ 7: ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตอธิการบดี มจธ.(ปัจจุบัน ตัวจริงเลขาธิการ สกอ.) ผู้เลื่อมใสศรัทธาและคลั่งไคล้เรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการมาก เพราะท่านเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ(ถ้าจำไม่ผิด ก็คือ มหาวิทยาลัย Glasglow) แต่เพราะเหตุใด (1)ท่านจึงเขียน พ.ร.บ. มจธ.(ขออภัย ถ้าท่านไม่มีส่วนเลย) ให้ตัวท่านเองกลับมาเป็นข้าราชการได้อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ท่านเป็นพนักงานในตำแหน่งอธิการบดีมาแล้ว มันจะไม่เป็นการใช้ “บทเฉพาะกาล” เพื่อ “เฉพาะกู” จนออกนอกหน้า มากเกินไปดอกหรือ (2)การกระทำของท่านจึงดูขัดแย้งกับข้อเสนอที่ว่า “พนักงาน” จะทำงานได้ “ดีกว่า” ข้าราชการ เพราะสุดท้ายแล้ว ท่านก็ยังคงเลือกที่จะเป็นข้าราชการอยู่เหมือนเดิม(แล้วก็ยังกลับมามีตำแหน่งใหญ่โตใน สกอ. อีกจนได้) และ (3)ความคิดของท่านในฐานะนักเรียนเก่าอังกฤษ จึงแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับข้อเสนอของ ดร.วิชัย ตันศิริ ซึ่งเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษเช่นกัน ถ้าเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่า “การออกนอกระบบราชการ” ตามคติของเลขาธิการ สกอ.คนปัจจุบัน ดูจะกลายเป็น “ทฤษฎีส่วนบุคคล” เสียมากกว่า แล้วประชาคมวิชาการ มศว จะยอมรับได้หรือ เหตุใดชาว มศว จึงต้องคิดว่า มจธ. เป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ทั้งๆที่มีข้อเคลือบแคลงน่าสงสัยทางวิชาการดังที่กล่าวมา
คำถามที่ 8: ท่านอาจารย์ น.พ.วิทูร อึ้งประพันธ์ เขียนไว้ในบทความใน น.ส.พ.มติชน ว่า ถ้าการออกนอกระบบมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของการกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหารให้สูงขึ้น และคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ก็เป็นคนกลุ่มเดิมๆหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปมาระหว่ามหาวิทยาลัยแล้ว การออกนอกระบบ ก็เป็นเพียงการแปรรูปเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น ซึ่งท่านใช้คำว่า Privatization โดยตรง มศว เป็นข้อยกเว้นหรือไม่ และในมหาวิทยาลัยอื่นไม่เหมือนของ มศว หรือ ถ้าเป็นดังเช่นที่อาจารย์ น.พ.วิทูร กล่าวไว้ มศว กำลังทำอะไรกันอยู่ ผมเกรงว่า “การปล้นชาติรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางการศึกษา” เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอยู่มากที่เดียว
คำถามที่ 9: มศว และมหาวิทยาลัยส่วนราชการอื่นๆ ต่างกล่าวอ้างถึงการออกนอกระบบราชการ เพื่อรองรับการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่โดยข้อเท็จจริง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก กลับดำรงตำแหน่งในหลายมหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้จะอธิบายให้เป็นที่ยอมรับในทางวิชาการได้อย่างไร ในเมื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยเหล่านั้น ต่างอ้างว่าตนเองกำลังทำหน้าทีเพื่อประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัยนั้นๆอยู่(แต่หลายมหาวิทยาลัย ในเวลาเดียวกัน!!!) ผมไม่อยากนึกถึงสุภาษิตไทยโบราณเกี่ยวกับ “นกสองหัว” หรือว่า “”มหาสองราง” หรือแม้แต่ “จับปลาสองมือ” เลย เพราะมันรู้สึกเศร้าสลดยังไงชอบกล
การออกนอกระบบของ มศว เป็นมิจฉาทิฐิ ???
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
มิจฉาทิฐิ (Wrong view: WV) 9 ประการ เกี่ยวกับการออกนอกระบบราชการของ มศว
ประการที่ 1
การรวมอำนาจตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จ(Comprehensive centralization) ทั้งทางด้านนิติบัญญัติ(legislative) ทางด้านบริหาร(administrative) และทางด้านตุลาการ(judicial) ไว้ที่สภามหาวิทยาลัย(สภา มศว)และคณะผู้บริหาร(โดยเฉพาะ อธิการบดี) จะนำไปสู่ ความคล่องตัว ในการบริหารจัดการ มศว ของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว
ประการที่ 2
ความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว ตาม WV 1 จะทำให้ มศว สามารถหารายได้(income generation) โดยผ่านกิจกรรมทางด้านวิชาการ(academic activities) และ ที่มิใช่ด้านวิชาการ(non-academic activities) สะดวกขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น
ประการที่ 3
การหารายได้เข้า มศว ที่สะดวกขึ้นและจำนวนมากขึ้น ตาม WV 2 จะทำให้สภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว สามารถกำหนดค่าตอบแทนที่สูงขึ้น(higher wages) ในการจ้าง(employment)พนักงานของ มศว
ประการที่ 4
การที่สภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว สามารถกำหนดค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ในการจ้างพนักงานของ มศว ตาม WV 3 จะทำให้พนักงานของ มศว มีแรงจูงใจมากขึ้น(more motivated)ในการทำงาน(performance) ทั้งทางด้านวิชาการและที่มิใช่ด้านวิชาการ
ประการที่ 5
ความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว ตาม WV 1 จะทำให้ มศว สามารถกำหนดระบบการประเมินพนักงาน(employee’s performance assessment and evaluation system) ระบบการลงโทษ(punishment system) และการเลิกจ้างงาน(employment termination) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น(more efficient)
ประการที่ 6
ระบบการประเมินพนักงาน ระบบการลงโทษ และการเลิกจ้างงาน ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตาม WV 5 จะทำให้พนักงานของ มศว ทำงานอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น ทั้งทางด้านวิชาการและที่มิใช่ด้านวิชาการ
ประการที่ 7
แรงจูงใจที่มากขึ้น ตาม WV 4 และ ความกระตือรือร้นมากขึ้นในการทำงาน ตาม WV 6 ทั้งทางด้านวิชาการและที่มิใช่ด้านวิชาการ จะทำให้การปฏิบัติภารกิจสำคัญทั้ง 4 ประการ(การสอน/การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการชุมชน และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม) และภารกิจสนับสนุนอื่นๆของ มศว มีประสิทธิผลมากขึ้น(more effective)
ประการที่ 8
ประสิทธิผลตามภารกิจของ มศว ที่เกิดขึ้น ตาม WV 7 จะทำให้ มศว สามารถสนองประโยชน์ของสาธารณะ(public interests) ได้มากขึ้น
ประการที่ 9
อำนาจรวมศูนย์ของฝ่ายบริหาร ตาม WV 1 ประการหนึ่ง แรงจูงใจทางด้านค่าตอบแทนสำหรับพนักงาน ตาม WV 4 ประการหนึ่ง และ ระบบประเมินพนักงาน การลงโทษ และการเลิกจ้างงาน ตาม WV 6 เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวด(vitally critical factors)ในการบรรลุวัตถุประสงค์(academic breakthrough)ของ มศว ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นสูง
Underlying Logical Reasoning of Transforming SWU into “Autonomous University”
OR
POSITIVIST MYTHS OF “PARTIAL PRIVATIZATION” of SWU into “AUTOCRATIC UNIVERSITY”????
(1) WV 1 ----àWV 2 -----àWV 3 -----à WV 4
(2) WV 1-------------------------------------------à WV 5 -------àWV 6
(3) WV 4 + WV 6 -----àWV 7
(4) WV 7 ----àWV 8
(5) WV 1 + WV 4 + WV 6 ----------------------------àENLIGHTENED SWU !!!!
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
…………………………………………..
ปฐมบท
อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสมัยจอมพล ส. จอมเผด็จการที่เป็นอธรรม(ผู้ทำตัวยิ่งใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดิน) เป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ รับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างกล้าหาญ ด้วยความเสียสละ และไม่มีเรื่องด่างพร้อยทั้งทางด้านวิชาการ การบริหาร การเมือง และศีลธรรม
แง่คิด 9 มิติที่ทรงค่าแก่การเรียนรู้และการคิดคำนึงเกี่ยวกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย
มิติที่ 1 การใช้ความรู้ทางวิชาการช่วยเหลือชาติให้ปลอดภัยจากเผด็จการ จอมพล ส.(Dictator Sarit) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการบริหารนโยบายการเงินของชาติ โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกลไกหลัก คนในธนาคารแห่งประเทศไทยเคารพอาจารย์ป๋วยในฐานะปูชนียบุคคลที่สำคัญ ที่วางรากฐานอันมั่นคงให้แก่ธนาคารแห่งชาติ อาจารย์ป๋วยเป็นสัญลักษณ์ของ Ideal Leadership ของคนในธนาคารแห่งชาติ
มิติที่ 2 การอยู่กับเผด็จการ จอมพล ส. แต่ไม่เป็นทาสรับใช้เผด็จการ ที่สำคัญก็คือ ไม่มีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงเชื้อพันธุ์ของเผด็จการ(Dictatorial Personality)ในตัวตนของอาจารย์ป๋วย ดังเช่นที่หลายคนชอบทำ เพราะได้ประโยชน์เป็นอามิสรางวัล โดยอ้างภาษิตโบราณแบบน้ำขุ่นๆว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ซึ่งทำให้หลายๆคน “ตาแตก”มามากต่อมากแล้ว
มิติที่ 3 ความซื่อตรงต่อหลักวิชาความรู้ที่เป็นกลาง(academic/intellectual integrity) แต่ไม่ไร้หัวใจ ในการประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่มีวาระซ่อนเร้น( hidden agenda) ใดๆแฝงอยู่
มิติที่ 4 การตระหนักว่าตำแหน่งและอำนาจมิใช่คำตอบสำหรับเรื่องสำคัญๆ สิ่งสำคัญคือต้อง “ได้ใจ” ของผู้คนที่เกี่ยวข้อง อาจารย์เชื่อมั่นว่า Moral Suasion เป็นมรรคาที่ทรงคุณค่า ที่จะสร้างความเข้าใจและการยอมรับจาก stakeholders ทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะเสถียรภาพทางการเงินของชาติเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ไม่สามารถทำเป็นเล่น หรือใช้อำนาจชี้นิ้วบันดาลให้สำเร็จจริงจังและยั่งยืนได้
มิติที่ 5 การเป็นสัญลักษณ์อันทรงคุณค่า(Meaningful Symbol) ของผู้ไม่โลภทางอามิสหรือมุ่งแสวงหาลาภสักการะ แม้อาจารย์ป๋วยจะมีตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารชาติ แต่สำนึกดีของอาจารย์ป๋วยย้ำเตือนว่า เงินเดือนที่ควรรับคือเงินเดือนในฐานะของอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มิใช่เงินเดือนในฐานะค่าจ้างรับใช้จอมเผด็จการ
มิติที่ 6 การเป็นที่ยอมรับในฐานะ Spiritual / Intellectual Leadership ดังปรากฏเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาและแนวปฏิบัติ ที่เรียกว่า “สันติประชาธรรม”(Peace, Democracy and Righteousness)
มิติที่ 7 การเป็น Political / Ideological Inspiration ของ New Generation ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบันมากมาย
มิติที่ 8 การมีสำนึกที่ลุ่มลึกในบูรณาการเชิงสร้างสรรค์(Creative Integration) ระหว่าง “อุดมศึกษา” กับการรับใช้สังคม / ผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อการยกฐานะความเป็นมนุษย์ของปุถุชนให้สูงขึ้นและสมบูรณ์ขึ้นเป็นหลักใหญ่ ดังจะเห็นได้จากการก่อตั้งโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร จนเป็นสำนักบัณฑิตอาสาสมัครในปัจจุบัน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวอย่าง
มิติที่ 9 ความกล้าหาญแต่นอบน้อมถ่อมตนยิ่ง ในการนำเสนอปรัชญาสังคมการเมืองบนฐานจริยธรรมที่ลุ่มลึก(Deep ethics-based socio-political philosophy) เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปสังคมไทยและสังคมโลกโดยรวม บนฐานของการเน้นคุณภาพชีวิตอันแท้จริงของมนุษย์เป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากบทประพันธ์ เรื่อง “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”
ฐานคิดอธิการบดี ม.ขอนแก่น กับการออกนอกระบบ: “Elephant Model ?”
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
สุภาษิตไทยโบราณ
บทหนึ่งกล่าวว่า “เห็นช้างขี้ อย่างขี้ตามช้าง”
อีกบทหนึ่งกล่าวว่า “เดินตามหลังผู้ใหญ่ มหาไม่กัด”
แล้วถ้าผู้ใหญ่ขี้ตามช้างเล่า ใคร? จะยอมเดินดุ่มๆตามผู้ใหญ่กันเล่า
ที่มาของประเด็น
ในการสัมภาษณ์รายการของวิทยุรัฐสภา วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2549 เวลาช่วงเย็น อธิการบดี ม.ขอนแก่น กล่าวถึงฐานคิดของตนเอง เกี่ยวกับการเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบว่า ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้กล่าวถึงมหาวิทยาลัยของรัฐ 2 ประเภท คือ มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ(นอกระบบ) ถ้าการเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบไม้ดี กฎหมายจะบัญญัติไว้ทำไม??? ตรรกะประการแรกของท่านอธิการบดี ก็คือ อะไรที่กฎหมายเขียนไว้ให้ทำได้ ต้องดีทั้งนั้น นอกจากนี้ ท่านยังอ้างถึงร่าง พ.ร.บ.ของ ม.มหิดล และ ม.บูรพา ว่าได้ผ่านวาระที่ 1 ของ สนช. แล้ว ด้วยคะแนนท่วมท้น ตรรกะประการที่สองของท่านอธิการบดี ก็คือ ถ้ามีการลงคะแนนแล้ว เสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไร ต้องดีทั้งนั้น
คำถามที่เกิดขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ตรรกะของท่านอธิการบดีว่าด้วย ส่งที่ดี ในประเด็นว่าด้วยสาธารณะ(public issue) ดังเช่นร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนี้ ใช้ wordings ในกฎหมาย และ จำนวน Votes ใน สนช. เป็นเกณฑ์วินิจฉัยเพื่อการตัดสิน ยอมรับได้แค่ไหน อย่างไร
วิพากษ์ตรรกะที่ 1
คำถามสำคัญต่อตรรกะประการแรก ก็คือ กฎหมายฉบับหนึ่งๆ ไม่ใช่สัจธรรมสัมบูรณ์ เขียนแล้วแก้ แก้แล้วเขียน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เสมอ กล่าวอย่างรวบรัด ถ้าอ่านแบบไม่คิดอะไร สิ่งที่เขียนตรงกันข้ามในกฎหมายเดียวกันแต่ต่างกาละ อาจกลายเป็นสิ่งที่ถูกทั้งคู่ก็ได้ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม มิใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ฝนตก ฟ้าผ่า นี่ย่อมหมายความว่า กฎหมายมิใช่คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่นอกเหนือกาละและเทศะ จนมนุษย์เกี่ยวข้องหรือควบคุมปรับเปลี่ยนมิได้ นั่นเป็นเพราะ กฎหมายเป็นผลผลิตของความคิดของมนุษย์ในบริบทเฉพาะ (specific context)นั่นเอง ไม่ใช่กฏธรรมชาติ(natural law)ในโลกทางสังคม(social world) หรือสัจจะสัมบูรณ์(absolute truth) ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากแง่มุมทางวิชาการอยู่ที่ว่า ความคิดของใคร และด้วยวิธีการอย่างไรต่างหาก จากจุดนี้เอง บทสรุปเบื้องต้นแบบรวบรัดเกี่ยวกับ wordings ในกฎหมาย ก็คือ มันเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งในวาทกรรมชุดใหญ่ที่รองรับอยู่เท่านั้น ใครๆก็อ้างเพื่อใช้ประโยชน์ได้ ต่างกันก็เพียงแต่ว่า ใครอ้าง อ้างเมื่อไร และด้วยเหตุผลใดเท่านั้น
จากที่กล่าวมา จึงเห็นได้ว่า การอ้างเอาลอยๆเป็นสิ่งที่ใช่จะ “ฟังขึ้น”เสมอไป ดูจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงซึ่งจะยกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังนี้
รูปธรรมที่ 1 ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายอนุญาตให้จำหน่ายสุรา บุหรี่ และหวย(การพนันของรัฐ)ได้อย่างถูกต้อง ถ้าใช้ตรรกะนี้ หมายความว่า การจำหน่ายสุรา บุหรี่ และหวย เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน ถ้าเช่นนี้ เราจะตอบคำถามเด็กนักเรียนชั้นประถมทั้งประเทศในเรื่องของอบายมุขและสุขบัญญัติ 10 ประการได้อย่างไร อะไรคือความชัดเจน อะไรคือความสับสนและของใคร เจตนาบิดเบือน หรือไม่รู้เอาเสียจริงๆ วิธีคิดเช่นนี้สะท้อนรากฐานของวิกฤติทางศีลธรรมในสังคมที่น่าเป็นห่วงยิ่ง ใครจะรับผิดชอบ(และรับผิดชอบอบไหน)เกี่ยวกับอุบัติเหตุและการตายอันเกิดจากการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ เหยื่อบริสุทธิ์มีมากมาย อีกทั้งอาชญากรรมอื่นๆที่ตามมาอีกเล่า แล้วไงครับ ถูกกฎหมาย จึงดี แล้วไงครับ???
รูปธรรมที่ 2 กกต.ชุดที่แล้ว ได้รับการสรรหามาอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้าใช้ตรรกะแรกนี้ แสดงว่า กกต.ทั้งหมดเป็นคนดี แล้วไงครับ ถูกพิพากษาติดคุกทั้ง 3 คนเลย ตอนนี้กำลังเผชิญวิบากกรรมจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ตนเองคิดว่าผู้อื่นจะวินิจฉัยให้เป็นผิดมิได้
รูปธรรมที่ 3 มติ ครม.ชุดที่แล้ว มีมติให้ขายหวยบนดิน โดยไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย ทั้งๆที่มี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมากมาย และมือหนึ่งทางกฎหมายตั้งหลายคนช่วยงาน ถ้าดู wordings ในมติ ครม.ดังกล่าว ก็แสดงว่าการขายหวยบนดิน ดีและถูกฎหมาย แล้วเป็นไงละครับ ตรรกะแบบที่ 1 นี้เชื่อได้แค่ไหน
กล่าวโดยสรุปอย่างตรงไปตรงมา ตรรกะแบบที่ 1 นี้ เป็น “ตรรกะแบบเด็กอมมือ” นั่นย่อมหมายความว่า ถ้าเด็กอมมือเห็นสุนัขกินอึ ก็คงจะกินตามไปด้วย โดยอ้างการเอาอย่างเป็นเครื่องรองรับว่าดีและถูกต้อง ฐานคิดที่รองรับตรรกะเช่นนี้ เป็นฐานคิดที่ขาด Intellectual Skepticism ทางสังคมศาสตร์ มากเกินไปหน่อย เข้าลักษณะทำนอง non-academic way of thinking ซึ่งไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับนักในประชาคมวิชาการ
การวิพากษ์ตรรกะประการแรกที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนยังมิได้ถกเถียงในประเด็นที่ว่า การบัญญัติประเภทของมหาวิทยาลัยของรัฐเป็น 2 ประเภทนั้น มุ่งเพื่อการตั้งมหาวิทยาลัยใหม่อย่างเดียว หรือเน้นที่ให้แปลงรูปมหาวิทยาลัยเก่าที่มีอยู่เดิม หากมีการถกเถียงประเด็นนี้ คงต้องกลับไปค้นวาระการประชุมของสภาและคณะกรรมาธิการในช่วงเวลาที่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นการค้นหาความจริงย้อนหลังที่น่าสนใจที่เดียว หากมีเวลามากพอและอยู่ในเงื่อนไขที่จะทำได้
วิพากษ์ตรรกะที่ 2
สำหรับตรรกะประการที่ 2 ที่อ้างถึงจำนวนเสียง สนช. ที่ท้วมท้น ในกรณีการผ่านร่างกฎหมายของ ม.มหิดล และ ม.บูรพานั้น คำถามสำคัญก็คือ สนช. เป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมต้องถูกเสมอด้วยหรือ? คงไม่ต้องอ้างนะครับว่า สนช. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง เพราะการกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นการดึงฟ้าให้ต่ำ ซึ่งไม่บังควรกระทำอย่างยิ่ง คำถามที่ยกขึ้นมาข้างต้นนี้ ต้องการเพียงจะชี้ให้เห็นว่า ตรรกะว่าด้วยจำนวนตัวเลขในกรณีนี้ หาใช่สิ่งยืนยันประการเดียวว่า ดีและถูกต้องเสมอไป ที่กล่าวเช่นนี้ ผู้เขียนต้องการเน้นว่า นายกฯและ ครม.ชุดที่แล้ว ก็มาจากการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งเช่นเดียวกัน แล้วไงละครับ จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องหมายความต่อไปว่า ทุกสิ่งที่ทำ ดีและถูกต้องเสมอ บัดนี้ ความจริงได้เปิดเผยว่า อดีตนายกฯทักษิณและครอบครัวกำลังถูกตรวจสอบและดำเนินคดีในประเด็นที่ว่า “อาจจะมีการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ” นโยบายของอดีตนายกฯทักษิณเรื่องหวยบนดินก็ผิดกฎหมายดังที่กล่าวมา อีกทั้ง การแปรรูป กฟฝ. ก็ถูกฟ้องและศาลปกครองวินิจฉัยว่ากระทำผิดขั้นตอนที่กฎหมายระบุ
ความแตกต่างที่สำคัญยิ่ง ระหว่างความบกพร่องและผิดพลาดของ ครม.ทักษิณ กับเรื่องของการผ่าน ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบโดย สนช. ก็คือ ความผิดของอดีตนายกฯทักษิณนั้น กฎหมายบ้านเมืองสามารถเอาผิดได้ทั้งทางอาญาและแพ่ง และที่สำคัญก็คือ อดีตนายกฯทักษิณ ต้องเอาอนาคตทางการเมืองของตนเองและพรรคเป็นเดิมพัน โดย Voter ทั้งประทศ เป็นผู้พิพากษาในทางการเมืองอย่างชัดเจน แต่ในกรณีของการผลักดันกฎหมายมหาวิทยาลัยนอกระบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่มีลักษณะ non-democratic ความผิดพลาดเสียหายที่จะบังเกิดขึ้นต่อการอุดมศึกษาของประทศ อันเนื่องมาจากการทำให้มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการสิ้นสภาพการเป็นส่วนราชการไป อธิการบดีของแต่ละมหาวิทยาลัยที่ลงชื่อเสนอไป หรือนายกสภามหาวิทยาลัย(ซึ่งมักจะร่วมกันอ้างว่าดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลต่อเนื่องจากช่วงเวลาก่อน ไม่ใช่ตนเองเป็นต้นคิดหรือเจ้าของเรื่อง) หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ซึ่งประกาศว่าไม่ใช่นโยบายของตน แต่เป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยเอง รวมทั้งรัฐบาลก่อนหน้านี้) หรือนายกรัฐมนตรี หรือ สมาชิก สนช.คนไหน กล้าหาญพอที่จะบอกว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งทางด้านอาญา ทางแพ่ง และทางการเมือง มีไหมครับ
บทสรุปเชิงชี้ชวน
การวิพากษ์ตรรกะทั้ง 2 ประการ เกี่ยวกับการผลักดันกฎหมายให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ นำมาสู่ข้อสรุป ณ จุดนี้ว่า ใครก็ตามที่ใช้ตรรกะทั้ง 2 ประการรองรับการตัดสินใจของตน ค่อนข้างจะอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเกินไปในการใช้ประโยชน์ที่ล้นเกินจากกระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม(Excess Positivist Attitudes)ของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ[ในการศึกษาและวิเคราะห์โลกทางธรรมชาติ(natural world)ที่เกี่ยวกับมวลสาร(mass)และพลังงาน(energy) ซึ่งมีลักษณะคงตัวในทางสังคม(socially static)] มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณาโลกทางสังคมที่เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์(human behavior) ซึ่งมีลักษณะพลวัต(socially dynamic)สูงมาก แต่ความสุ่มเสียงนี้ มีได้เกิดผลเฉพาะบนแผ่นกระดาษที่เป็นเอกสารกฎหมายหรือเอกสารทางวิชาการเท่านั้น แต่เป็นความสุ่มเสี่ยงที่มีต้นทุนทางสังคมสูงมาก(high social cost)และสาธารณะเป็นผู้แบกรับทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(inevitable public burden) ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การวินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย ไม่สามารถถูกกระทำให้เป็นเพียงการลองผิดลองถูกของใครบางคนหรือหลายคนในวงแคบ(socially unacceptable personal trial and error) แต่เป็นการวินิจฉัยที่อยู่บนฐานของความรับผิดชอบทางจริยธรรม(Ethical Responsibility-based Decision Making)ด้วย จึงมิใช่เรื่องที่ต้องรวบรัด รีบเร่ง และถือเอาเสียงข้างมากของ สนช.เป็นเครื่องชี้ขาดเพียงประการเดียว
ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ) กับ “ปรากฏการณ์อีแอบ 4 มิติ”
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
ภาควิชาสังคมวิทยา
มศว ประสานมิตร
………………………………………
การเกิดขึ้นของ ร่าง พ.ร.บ. มศว(นอกระบบ) และการนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวสู่กระบวนการด้านนิติบัญญัติในปัจจุบัน ในยุคของรัฐบาล(ครม.)และรัฐสภา(สนช.)ภายใต้ คมช.สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ อีแอบ 4 มิติ” หรือ “อีแอบ จตุลักษณ์” ในที่นี้ “อีแอบ” คือ “E-AAb” ซึ่งย่อมาจากคำว่า Educational-Academic Abnormality
-มิติที่ 1 คือ อีแอบทางการบริหาร(Administrative Abnormality)
สะท้อนจากปรากฏการณ์ Lack of Full Participation ของ Overall Organizational Members ใน Academic Community หรือ Overall Organizational Stakeholders
-มิติที่ 2 คือ อีแอบทางสังคม(Social Abnormality)
สะท้อนจากภาพของ Insufficient Participation ของ Social Community of Tax Payers ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
-มิติที่ 3 คือ อีแอบทางการเมือง(Political Abnormality)
สะท้อนจากภาพของการเป็นนักฉวยโอกาสทางการเมือง(political opportunist) ของบรรดาอธิการบดี(และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง) และนายกสภามหาวิทยาลัย(รวมทั้งบรรดากรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง) ที่นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ในบริบททางการเมืองปัจจุบันที่มีลักษณะ Non-Democratic ในทำนองเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ฉวยโอกาสทางการเมืองภายใต้บริบทเดียวกัน โดยการ “โยนกลอง” ว่าเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยเอง และรัฐบาลชุดก่อน และ สนช. ก็ฉวยโอกาส “โยนกลอง” เช่นกัน ว่าเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยโดยตรง ไม่ใช่รัฐบาลชุดปัจจุบันเช่นกัน
กล่าวเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัย ปรากฏการณ์ในมิตินี้ สะท้อนให้เห็นแก่นแท้และตัวตนของของคณะผู้บริหาร ที่เป็นเพียง “ปุถุชนที่ถูกเชิด แต่ขาดวุฒิภาวะทางการเมืองตามแนวทางประชาธิปไตย” ได้อย่างชัดเจน อาจกล่าวได้ว่า เป็นภาพของ “อีแอบทางด้านจิตลักษณ์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย”(University Administrator’s Mentality Abnormality)
-มิติที่ 4 คือ อีแอบทางสติปัญญา(Intellectual Abnormality)
มิตินี้สะท้อนถึง Fundamental Intellectual Crisis ของ มศว ที่ได้รับการยอมรับมานานว่าเป็นเอตะทักคะทางวิชาการด้านศึกษาศาสตร์ ทั้งในมิติทางด้านปรัชญา ทฤษฎี และการวิจัย เพราะมีความเชื่อและบทสรุป(ตามๆกันมา อย่างซื่อๆ)ว่า การที่ มศว เป็นส่วนราชการ เป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่สภาวะ Impasse หรือ Deadlock และเชื่อต่อไปอีกว่า “การล้มล้างสภาวะการเป็นส่วนราชการของ มศว” (ซึ่งผู้เขียนขอย้ำและท้าทายให้คิดกันหนักๆว่า เป็นคนละประเด็นกับ “สภาวะการติดยึดกับระเบียบราชการใน มศว”) คือทางออกที่จำเป็นต้องเลือกในเชิงโครงสร้าง(Structural Imperative) จริงๆแล้ว น่าสงสัยว่า นี่คือ ภาพของสภาวะสิ้นไร้ไม้ตรอกในทางสติปัญญา(Intellectual Impasse)ของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยใช่หรือไม่ ?????
มาร่วมกันสร้าง Solidarity & Wisdom-Based University(SWU) ก่อนออกนอกระบบ กันดีไหม
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
………………………………………
Solidarity
-Love
-Compassion and Loving-Kindness
-Respect for Each Other
-Mutual Trust
-Active Participation
-Sense of Belonging
(บางคนกล่าวว่า ถ้าออกนอกระบบเมื่อไร ผมก็โอนไปส่วนราชการอื่นทันที)
-Social Intimacy
-Less Administrative Distance
Wisdom
-Broad-Mindedness
-Open to Criticism at All Level
-Academic Freedom
-Intellectual Consciousness in Academic Administration
-Periodic and Continuing Intellectual and Academic Dialogue and Debate
-Lively Academic Atmosphere
-Open to Public Involvement in Academic Affairs
-Textual Knowledge-Social Relevance Integration
ข้อควรระวัง “2 I ไป 2 D”
I ที่ 1 คือ Ignorance (ความเขลา)
I ที่ 2 คือ Indifference (ความไม่ใส่ใจ)
D ที่ 1 คือ Disaster (หายนภัย)
D ที่ 2 คือ Death (การสิ้นชื่อ)
การบริหาร มศว และกระบวนการ ร่าง พ.ร.บ. มศว(ออกนอกระบบ) ที่ผ่านมา
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
1.การทำงานให้สำเร็จ ---------à 4 M
-Man àใน มศว มีบุคลากรระดับ ป.โท และ ป.เอก มากมาย สิ่งนี้ เป็น Personnel Potential ของ มศว
-Materials
-Money
-Management----- à มศว มีองค์ความรู้ และนักวิชาการทางด้านการบริหารการศึกษา และการบริหารทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ สิ่งนี้ เป็น Intellectual Strength ที่สำคัญ
2.ความล้มเหลวในการทำงานเกิดจาก M ตัวที่ 5/1 คือ “MAGIC” ซึ่งปกติแล้ว แปลว่า การเล่นมายากล
M - Manipulation, Manual Power(เซ็นชื่อสั่งการ) ฯลฯ
A - Autocracy(An absolute government by one man, despotism),Avoidance, Awkwardness (being difficult to deal with)
G - Germination of dissatisfaction, anger and conflict
I - Ignorance, Interference and Intimidation
C – Control and Centralization
3.การทำงานสำเร็จด้วย 4 M จะยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อทุกคนในองค์การและสังคมส่วนรวม ต้องใช้ M ตัวที่ 5/2 คือ “MIRACLE” ซึ่งปกติแล้ว แปลว่า ความมหัศจรรย์
M - Moral courage, Mutual learning, Mutual Understanding, Mutual Responsibility, Mobilization of moral power, Mindfulness and Mental Maturity and Development
I - Intelligence and Intellectual Stimulation
R - Rendering Services, Release of Imagination and Creativity
A - Activation of Participation
C - Compassion and Contribution
L - Love and Loving-kindness
E - Enthusiasm, Encouragement of Synergy and Equity
4. การใช้ M ตัวที่ 5/1 นั้น มักจะเกิดขึ้นในเกมของผู้บริหาร ซึ่งเน้นแต่ “ประโยชน์ตน” เพียงประการเดียว ซึ่งหาเพียงพอไม่ตามหลักพุทธธรรม
5.การใช้ M ตัวที่ 5/2 มักเป็นไปเพื่อ “ประโยชน์ท่าน” และ “ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน” อย่างกลมกลืนและแนบเนียน บนหลักสันติธรรม
คำถามสำคัญเรื่อง มศว ออกนอกระบบราชการ
สุรพล จรรยากูล Ph.D. สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
คำถามที่ 1: สิ่งที่ท่านอธิการบดีเรียกว่า “Autonomous University” ตั้งอยู่บนรากฐานของ Philosophy of Democracy หรือ Philosophy of Authoritarianism และเป็นสิ่งเดียวกับที่ ดร.วิชัย ตันศิริ กล่าวถึงในบทความใน น.ส.พ.มติชน หรือไม่
คำถามที่ 2: ดร.วิชัย ตันศิริ เสนอว่า คณาจารย์ใน “Autonomous University” ไม่ควรมีสถานภาพเป็น “พนักงาน” ท่านอธิการบดีมีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างไร และเพราะเหตุใด จึงกำหนดให้ “พนักงาน” เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด ขณะที่ “ข้าราชการ” และ “ลูกจ้าง” มีสถานภาพเป็นเพียง “พลเมืองชั้น 2” ใน มศว นอกระบบราชการ
คำถามที่ 3: ท่านอธิการบดีใช้ทฤษฎีหรือหลักวิชาการอะไร ในสาขาวิชาการใด เป็นกรอบอ้างอิงหรือเป็นรากฐานของ “การออกนอกระบบราชการ” ของ มศว ตามร่าง พ.ร.บ. นี้
คำถามที่ 4: ปัญหาสำคัญๆของ มศว ที่เป็นส่วนราชการในปัจจุบัน มีอะไรบ้าง ที่ทำให้ท่านอธิการบดีคิดว่า ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือไม่มีทางออกอีกแล้วในระบบราชการ จึงต้อง “ออกนอกระบบราชการ” เพียงหนทางเดียว และปัญหาเหล่านั้น ท่านเคยนำเสนอต่อประชาคม มศว ในวงกว้าง หรือเคยเปิดโอกาสให้ประชาคม มศว ได้ร่วมกันพิจารณาหาทางออกร่วมกับท่านหรือไม่ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการออกนอกระบบราชการ
คำถามที่ 5: การที่ท่านอธิการบดี(และรองอธิการบดีทั้งหลาย) มีความก้าวหน้าในชีวิตราชการ จนมีตำแหน่งเป็น ศ. รศ. และ ผศ. อยู่นี้ มิได้เป็นอานิสงส์มาจากระบบราชการเลยหรือ หรือว่า เป็นเพียง “ความวิเศษเฉพาะตัว” ของท่านและคณะผู้บริหารเท่านั้น
คำถามที่ 6: แนวคิดเรื่อง “Autonomous University” นั้น มีมาก่อนหน้านี้แล้วประมาณ 30 ปี ในฐานะที่เป็นปฏิกิริยาเชิงอุดมคติที่บริสุทธิ์ของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในการตอบโต้กับการครอบงำและการปิดกั้นความเป็นอิสระและเสรีภาพทางวิชาการโดยกลุ่มอำนาจเผด็จการทหารในอดีต แล้ววันนี้ บทบัญญัติต่างๆในร่าง พ.ร.บ. มศว เป็นไปเพื่ออุดมคติชุดเดียวกันหรือ
หากเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว เหตุใด (1)จึงมีบทบัญญัติที่รวมศูนย์อำนาจให้แก่สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี จนมีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในเกือบทุกเรื่อง (2)จึงไม่เน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาคม(คณาจารย์ บุคลากรสนับสนุน นิสิตและชุมชนรอบข้าง) ในกระบวนการบริหารจัดการของ มศว (3)จึง “ฉวยโอกาส” เสนอร่าง พ.ร.บ.นี้กลับไปสู่รัฐบาล เพื่อเสนอต่อ สนช. อย่างเร่งรีบ ทั้งๆที่สามารถปฏิเสธได้ บนหลักการที่ว่า ทั้ง ครม. และ สนช. มิใช่องค์การบริหารและองค์การนิติบัญญัติ ที่เกิดจากระบอบประชาธิปไตย และ (4)ขณะที่ แนวคิดเรื่อง “Autonomous University” เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเน้นการปลดปล่อย(หรือปลดแอก)ทางวิชาการ(academic liberation)ของมหาวิทยาลัย จากการกดขี่ข่มเหงของกลุ่มอำนาจเผด็จการทหาร แต่ทว่า ในร่าง พ.ร.บ. มศว กลับพลิกผันและแปลงรูปการกดขี่ข่มเหงจากภายนอกกลายเป็นการกดขี่ข่มเหงจากภายใน มศว เอง ด้วยอำนาจของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว (ขออภัย พูดให้ชัดๆด้วยภาษายุคพ่อขุนรามคำแหง ดังนี้ มึงพูดถึง “มือมาร” แล้วมึงก็เปลี่ยน “มือมาร” มาเป็น “มือมึง” แทนเสียเอง โถ!!! ไอ้จอมปลอม ไอ้โคตรโกง)
คำถามที่ 7: ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตอธิการบดี มจธ.(ปัจจุบัน ตัวจริงเลขาธิการ สกอ.) ผู้เลื่อมใสศรัทธาและคลั่งไคล้เรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการมาก เพราะท่านเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ(ถ้าจำไม่ผิด ก็คือ มหาวิทยาลัย Glasglow) แต่เพราะเหตุใด (1)ท่านจึงเขียน พ.ร.บ. มจธ.(ขออภัย ถ้าท่านไม่มีส่วนเลย) ให้ตัวท่านเองกลับมาเป็นข้าราชการได้อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ท่านเป็นพนักงานในตำแหน่งอธิการบดีมาแล้ว มันจะไม่เป็นการใช้ “บทเฉพาะกาล” เพื่อ “เฉพาะกู” จนออกนอกหน้า มากเกินไปดอกหรือ (2)การกระทำของท่านจึงดูขัดแย้งกับข้อเสนอที่ว่า “พนักงาน” จะทำงานได้ “ดีกว่า” ข้าราชการ เพราะสุดท้ายแล้ว ท่านก็ยังคงเลือกที่จะเป็นข้าราชการอยู่เหมือนเดิม(แล้วก็ยังกลับมามีตำแหน่งใหญ่โตใน สกอ. อีกจนได้) และ (3)ความคิดของท่านในฐานะนักเรียนเก่าอังกฤษ จึงแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับข้อเสนอของ ดร.วิชัย ตันศิริ ซึ่งเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษเช่นกัน ถ้าเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่า “การออกนอกระบบราชการ” ตามคติของเลขาธิการ สกอ.คนปัจจุบัน ดูจะกลายเป็น “ทฤษฎีส่วนบุคคล” เสียมากกว่า แล้วประชาคมวิชาการ มศว จะยอมรับได้หรือ เหตุใดชาว มศว จึงต้องคิดว่า มจธ. เป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ทั้งๆที่มีข้อเคลือบแคลงน่าสงสัยทางวิชาการดังที่กล่าวมา
คำถามที่ 8: ท่านอาจารย์ น.พ.วิทูร อึ้งประพันธ์ เขียนไว้ในบทความใน น.ส.พ.มติชน ว่า ถ้าการออกนอกระบบมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของการกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหารให้สูงขึ้น และคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ก็เป็นคนกลุ่มเดิมๆหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปมาระหว่ามหาวิทยาลัยแล้ว การออกนอกระบบ ก็เป็นเพียงการแปรรูปเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น ซึ่งท่านใช้คำว่า Privatization โดยตรง มศว เป็นข้อยกเว้นหรือไม่ และในมหาวิทยาลัยอื่นไม่เหมือนของ มศว หรือ ถ้าเป็นดังเช่นที่อาจารย์ น.พ.วิทูร กล่าวไว้ มศว กำลังทำอะไรกันอยู่ ผมเกรงว่า “การปล้นชาติรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางการศึกษา” เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอยู่มากที่เดียว
คำถามที่ 9: มศว และมหาวิทยาลัยส่วนราชการอื่นๆ ต่างกล่าวอ้างถึงการออกนอกระบบราชการ เพื่อรองรับการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่โดยข้อเท็จจริง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก กลับดำรงตำแหน่งในหลายมหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้จะอธิบายให้เป็นที่ยอมรับในทางวิชาการได้อย่างไร ในเมื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยเหล่านั้น ต่างอ้างว่าตนเองกำลังทำหน้าทีเพื่อประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัยนั้นๆอยู่(แต่หลายมหาวิทยาลัย ในเวลาเดียวกัน!!!) ผมไม่อยากนึกถึงสุภาษิตไทยโบราณเกี่ยวกับ “นกสองหัว” หรือว่า “”มหาสองราง” หรือแม้แต่ “จับปลาสองมือ” เลย เพราะมันรู้สึกเศร้าสลดยังไงชอบกล
การออกนอกระบบของ มศว เป็นมิจฉาทิฐิ ???
สุรพล จรรยากูล Ph.D.
สังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
……………………………
มิจฉาทิฐิ (Wrong view: WV) 9 ประการ เกี่ยวกับการออกนอกระบบราชการของ มศว
ประการที่ 1
การรวมอำนาจตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จ(Comprehensive centralization) ทั้งทางด้านนิติบัญญัติ(legislative) ทางด้านบริหาร(administrative) และทางด้านตุลาการ(judicial) ไว้ที่สภามหาวิทยาลัย(สภา มศว)และคณะผู้บริหาร(โดยเฉพาะ อธิการบดี) จะนำไปสู่ ความคล่องตัว ในการบริหารจัดการ มศว ของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว
ประการที่ 2
ความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว ตาม WV 1 จะทำให้ มศว สามารถหารายได้(income generation) โดยผ่านกิจกรรมทางด้านวิชาการ(academic activities) และ ที่มิใช่ด้านวิชาการ(non-academic activities) สะดวกขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น
ประการที่ 3
การหารายได้เข้า มศว ที่สะดวกขึ้นและจำนวนมากขึ้น ตาม WV 2 จะทำให้สภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว สามารถกำหนดค่าตอบแทนที่สูงขึ้น(higher wages) ในการจ้าง(employment)พนักงานของ มศว
ประการที่ 4
การที่สภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว สามารถกำหนดค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ในการจ้างพนักงานของ มศว ตาม WV 3 จะทำให้พนักงานของ มศว มีแรงจูงใจมากขึ้น(more motivated)ในการทำงาน(performance) ทั้งทางด้านวิชาการและที่มิใช่ด้านวิชาการ
ประการที่ 5
ความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสภา มศว และคณะผู้บริหาร มศว ตาม WV 1 จะทำให้ มศว สามารถกำหนดระบบการประเมินพนักงาน(employee’s performance assessment and evaluation system) ระบบการลงโทษ(punishment system) และการเลิกจ้างงาน(employment termination) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น(more efficient)
ประการที่ 6
ระบบการประเมินพนักงาน ระบบการลงโทษ และการเลิกจ้างงาน ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตาม WV 5 จะทำให้พนักงานของ มศว ทำงานอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น ทั้งทางด้านวิชาการและที่มิใช่ด้านวิชาการ
ประการที่ 7
แรงจูงใจที่มากขึ้น ตาม WV 4 และ ความกระตือรือร้นมากขึ้นในการทำงาน ตาม WV 6 ทั้งทางด้านวิชาการและที่มิใช่ด้านวิชาการ จะทำให้การปฏิบัติภารกิจสำคัญทั้ง 4 ประการ(การสอน/การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการชุมชน และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม) และภารกิจสนับสนุนอื่นๆของ มศว มีประสิทธิผลมากขึ้น(more effective)
ประการที่ 8
ประสิทธิผลตามภารกิจของ มศว ที่เกิดขึ้น ตาม WV 7 จะทำให้ มศว สามารถสนองประโยชน์ของสาธารณะ(public interests) ได้มากขึ้น
ประการที่ 9
อำนาจรวมศูนย์ของฝ่ายบริหาร ตาม WV 1 ประการหนึ่ง แรงจูงใจทางด้านค่าตอบแทนสำหรับพนักงาน ตาม WV 4 ประการหนึ่ง และ ระบบประเมินพนักงาน การลงโทษ และการเลิกจ้างงาน ตาม WV 6 เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวด(vitally critical factors)ในการบรรลุวัตถุประสงค์(academic breakthrough)ของ มศว ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นสูง
Underlying Logical Reasoning of Transforming SWU into “Autonomous University”
OR
POSITIVIST MYTHS OF “PARTIAL PRIVATIZATION” of SWU into “AUTOCRATIC UNIVERSITY”????
(1) WV 1 ----àWV 2 -----àWV 3 -----à WV 4
(2) WV 1-------------------------------------------à WV 5 -------àWV 6
(3) WV 4 + WV 6 -----àWV 7
(4) WV 7 ----àWV 8
(5) WV 1 + WV 4 + WV 6 ----------------------------àENLIGHTENED SWU !!!!
วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553
การทุบตึกสังคมศาสตร์ มศว: เบื้องหลัง
ภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
17 มิถุนายน 2552
เรื่อง ขอความกรุณาให้ทบทวนเกี่ยวกับการทุบบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์
เพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์
เรียน ท่านอธิการบดี
ตามที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการทุบบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ เพื่อสร้างอุโมงค์รถใต้ดิน เชื่อมต่อระหว่างที่จอดรถใต้ดินของอาคารริมถนนอโศกมนตรีและอาคารใต้สนามฟุตบอล ความทราบแล้วนั้น
กระผมรับทราบและเข้าใจดีว่า ในการสร้างอุโมงค์ใต้ดินทางรถวิ่งดังกล่าว จำเป็นต้องทุบบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ เนื่องจากมีเหตุผลและความจำเป็นทางวิศวกรรมที่ยอมรับได้ ในการดำเนินการที่กล่าวมานี้ บางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ที่จะต้องถูกทุบทำลายไป มีจำนวนประมาณไม่เกิน 3 - 4 ช่วงตึก(1 ช่วงตึก คือพื้นที่ระหว่างเสาอาคาร 2 เสา) โดยจำเป็นต้องทุบทำลายทุกชั้นของอาคารในส่วนนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่า มหาวิทยาลัยมิได้เพียงแต่ทุบทำลายบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ที่กล่าวมา เพื่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินเท่านั้น หากแต่ขนาดพื้นที่ของอาคารที่จะถูกทุบทำลาย กินพื้นที่ไปอีกประมาณ 5 ช่วงตึกในส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ โดยมีเหตุผลเพียงเพื่อให้ประชาชนที่อยู่บริเวณถนนอโศกสามารถมองเห็นความสง่างามของอาคารด้านในของ มศว โดยเฉพาะอาคารหลังใหม่ที่เรียกกันว่า “อาคารสมเด็จพระเทพฯ”
หากเหตุผลเป็นดังที่กล่าวมาจริง กระผมในนามของนิสิตคณะสังคมศาสตร์ทุกคน ทุกชั้นปี ในนามของบุคลากรคณะสังคมศาสตร์ทุกท่าน และในนามของคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ทุกคน ขอความกรุณาจากท่านอธิการบดี ได้โปรดกรุณาทบทวนนโยบายการทุบอาคารสังคมศาสตร์ ที่กินพื้นที่เกินไปกว่าความจำเป็นทางด้านวิศวกรรมในการสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เนื่องจากการทุบอาคารสังคมศาสตร์ที่เกินความจำเป็นอีกประมาณ 5 ช่วงตึก สร้างผลกระทบและความเสียหายหลายประการ ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 ผลกระทบในแง่ลบต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชาต่างๆของคณะสังคมศาสตร์ เนื่องจากว่า ปัจจุบันนี้ ห้องเรียนทั้งหมดของคณะสังคมศาสตร์ได้รับการพัฒนาให้มีอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉายเพาเวอร์พ้อยท์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องฉายแผ่นใส เครื่องฉายแผ่นทึบ และไมโครโฟน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนิสิตในการเรียนรู้ในชั้นเรียน การทุบทำลายอาคารสังคมศาสตร์เพิ่มเติมอีก 5 ช่วงตึกโดยไม่มีความจำเป็นยิ่งยวดนั้น ประการแรก มีค่าเท่ากับเป็นการทำลายโอกาสของนิสิตคณะสังคมศาสตร์โดยไม่เป็นธรรม ในการได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้จากการใช้อุปกรณ์การเรียนรู้เหล่านั้น ประการที่สอง เมื่อห้องเรียนใน 5 ช่วงตึกของอาคารถูกทำลายไป จำนวนห้องเรียนย่อมลดลงไปอย่างถาวรด้วยเป็นจำนวนมาก การขอความช่วยเหลือด้านห้องเรียนจากหน่วยงานอื่นๆใน มศว เป็นสิ่งที่สร้างความลำบากให้แก่คณะสังคมศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง และประการที่สาม หากได้รับการอนุเคราะห์ห้องเรียนจากอาคารอื่นๆ ห้องเรียนเสริมเหล่านั้นก็ไม่มีอุปกรณ์ดังที่เคยมีอยู่พร้อมในคณะสังคมศาสตร์ ความไม่สะดวกเหล่านี้ส่งผลในทางลบต่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของนิสิตโดยไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่ 2 ผลกระทบต่อการบริหารจัดการของภาควิชาต่างๆ เนื่องจากบางส่วนของคณะสังคมศาสตร์ที่ถูกทำลายเกินความจำเป็น เป็นพื้นที่ในการใช้งานของสำนักงานภาควิชาและเป็นห้องพักของคณาจารย์ด้วย การสูญเสียพื้นที่ดังกล่าวไปโดยไม่จำเป็นทำให้ต้องโยกย้ายสำนักงานของภาควิชา และห้องพักของคณาจารย์จำนวนไม่น้อย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการบริหารงานของสำนักงานภาควิชาเท่านั้น ยังทำให้คณาจารย์ที่ต้องย้ายห้องพัก มีความยากลำบากในการทำงานและในการเตรียมการสอนด้วย
ประการที่ 3 ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์ การทุบทำลายอาคารเพียง 3 – 4 ช่วงตึก ย่อมสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์ในวงจำกัดเท่าที่จำเป็นและพอยอมรับได้ แต่การทุบทำลายอาคารเกินจำเป็นไปอีกประมาณ 5 ช่วงตึก ย่อมหมายถึงว่า นิสิต บุคลากร และคณาจารย์ต้องทุกข์ทรมานต่อเสียงดังที่เกิดขึ้น การสั่นสะเทือน และฝุ่นผงจำนวนมาก ซึ่งบั่นทอนคุณภาพชีวิตของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่าตัว และด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นในสัดส่วนทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่นับว่าอาจจะเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายที่ควบคุมไม่ได้ ต่อพวกเขาอีกส่วนหนึ่งด้วย
ประการที่ 4 ผลกระทบในแง่ของความเสียหาย ในการใช้ประโยชน์ทางการศึกษาในอนาคตของอาคารที่ถูกทุบทำลายไป หากอาคารที่ถูกทุบทำลายโดยไม่จำเป็นประมาณ 5 ช่วงตึกดังกล่าวยังคงอยู่ การใช้ประโยชน์เพื่อการจัดการศึกษาที่ขยายเพิ่มขึ้นในอนาคตก็จะมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว หากคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ก็จะเป็นตัวเลขมหาศาล
ประการที่ 5 ผลกระทบในแง่ของความเสียหาย อันเกิดขึ้นมาจากการทำลายสาธารณสมบัติที่มีมูลค่าจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ยอมรับได้ อาคารจำนวน 5 ช่วงตึกที่ถูกทุบทำลายโดยไม่จำเป็นดังกล่าว สร้างขึ้นด้วยงบประมาณของทางราชการ ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนทุกคนในสังคมไทย การทุบทำลายอาคาร 5 ช่วงตึกโดยไร้เหตุผลที่หนักแน่น เท่ากับเป็นการทำลายภาษีอากรของประชาชนอย่างน่าเสียดายและไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง
จากผลกระทบหลายประการและในหลายๆด้าน ที่เกิดขึ้นกับนิสิตจำนวนมาก และกับบุคลากรและคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์จำนวนไม่น้อยดังที่กล่าวมานี้ กระผมจึงเรียนรบกวนขอความกรุณาจากท่านอธิการบดี ได้โปรดทบทวนแนวทางการทุบทำลายอาคารสังคมศาสตร์บางส่วนที่เกินความจำเป็นข้างต้น ทั้งนี้ เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของนิสิตทั้งหมดของคณะสังคมศาสตร์ในด้านการเรียน เพื่อรักษาสาธารณสมบัติของทางราชการให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการศึกษาไปได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน และเพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของบุคลากรและคณาจารย์ทุกคน ของคณะสังคมศาสตร์ด้วยเช่นเดียวกัน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และโปรดกรุณาให้กระผมได้มีโอกาสรับทราบผลการพิจารณาของท่านด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
(อาจารย์สุรพล จรรยากูล)
อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์
ภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
เขตวัฒนา
กทม. 10110
26 มิถุนายน 2552
ข้าพเจ้า ดร.สุรพล จรรยากูล ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
ตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
อยู่ที่ 198 ม. 5 ต.บางพึ่ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
โทร 086-898-1801
ในฐานะผู้ฟ้อง
ขอฟ้อง อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ)
อยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถนนสุขุมวิท ซอยสุขุมวิท 23
เขตวัฒนา กทม. 10110
ในฐานะผู้ถูกฟ้อง
เนื่องจากท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ) ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการกระทำทางปกครอง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของ มศว ในเรื่องการก่อสร้างอาคารใหม่และการทุบอาคารเรียนเดิมคณะสังคมศาสตร์(อาคาร 11) ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตของคณะสังคมศาสตร์จำนวนมาก รวมทั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณสมบัติของทางราชการเกินความจำเป็น โดยมีข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
(1)มหาวิทยาลัยมีโครงการก่อสร้าง “อาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชน” บริ เวณริมถนนอโศกมนตรี ฝั่งติดกับมหาวิทยาลัย และอยู่หลังคณะสังคมศาสตร์(อาคาร 11) อาคารดังกล่าวนี้มีพื้นที่จอดรถชั้นใต้ดิน 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 อยู่ใต้อาคารดังกล่าวโดยตรง และส่วนที่ 2 ซึ่งมี 2 ชั้นอยู่ใต้สนามฟุตบอลเดิมซึ่งอยู่หน้าอาคารคณะสังคมศาสตร์
(2)อาคารจอดรถทั้ง 2 ส่วน ขณะที่ก่อสร้างอยู่นี้ มิได้เชื่อมติดกัน เนื่องจากมีอาคารคณะสังคมศาสตร์(อาคาร 11) และอาคารคณะศึกษาศาสตร์(อาคาร 12)ขวางกันอยู่แต่เดิม ก่อนที่จะมีการสร้างอาคารหลังใหม่นี้
(3)ทั้งอาคารคณะสังคมศาสตร์และอาคารคณะศึกษาศาสตร์ เป็นอาคารยาวหลังเดียวกัน สูง 8 ชั้นและมีการสร้างห้องเรียนเพิ่มในชั้นดาดฟ้าชั้นที่ 9 ของทั้ง 2 คณะด้วย ความยาวของอาคารนี้ประมาณ 30 ช่วงตึก แต่แบ่งกึ่งกลางเป็น 2 คณะ โดยส่วนที่อยู่กึ่งกลางเป็นทางหนีไฟและห้องสุขาชายและสุขาหญิง
(4)อุโมงค์ใต้ดินเพื่อเป็นทางรถวิ่งระหว่างพื้นที่จอดรถส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 มีความกว้างประมาณ 2 ช่วงตึก และอยู่ในตำแหน่งของช่วงกึ่งกลางระหว่างคณะสังคมศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์โดยประมาณ ซึ่งเป็นทางหนีไฟและห้องสุขา
(5)ในการสร้างอุโมงค์ใต้ดินเพื่อเชื่อมพื้นที่จอดรถใต้ดินทั้ง 2 ส่วนที่กล่าวมานี้ จำเป็นต้องทุบบางส่วนของอาคารในส่วนที่เป็นทางหนีไฟและห้องสุขา โดยต้องทุบทุกชั้นและทุบรวมจนไปถึงคานใต้ดิน ด้วยเหตุผลและความจำเป็นทางด้านวิศวกรรม มิเช่นนั้นจะสร้างอุโมงค์เชื่อมไม่ได้
(6)อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมิได้มีนโยบายที่จะทุบอาคารสังคมศาสตร์เฉพาะส่วนที่เป็นทางหนีไฟและห้องสุขาเท่านั้น แต่ยังมีการทุบทำลายอาคารคณะสังคมศาสตร์ ที่ติดกับทางหนีไฟ ไปอีกจำนวน 5 ช่วงตึกโดยประมาณ จากทั้งหมด 15 ช่วงตึกที่มีอยู่
(7)การทุบอาคารในส่วนของทางหนีไฟและห้องสุขา เพื่อสร้างอุโมงค์รถวิ่งใต้ดินเป็นความจำเป็นที่ยอมรับได้ แต่การทุบทำลายอาคารสังคมศาสตร์อีก 5 ช่วงตึกที่ติดต่อกัน เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้องเลย เนื่องจากมหาวิทยาลัยให้เหตุผลอธิบายว่า เพื่อให้สามารถมองเห็นความสง่างามของอาคารสมเด็จพระเทพฯซึ่งอยู่ข้างใน จากมุมมองบริเวณถนนอโศกมนตรีได้อย่างชัดเจน
(8)อาคารสังคมศาสตร์จำนวน 5 ช่วงตึกโดยประมาณ ที่จะถูกทุบทำลายไปในช่วงเดือนสิงหาคม 2552 ที่กำลังจะถึงนี้(ตามที่กล่าวกันไปกล่าวกันมาในคณะสังคมศาสตร์) ตามนโยบายการก่อสร้างของมหาวิทยาลัย สร้างความเดือดร้อนเสียหายหลายประการ ทั้งต่อมหาวิทยาลัยและต่อคณาจารย์ บุคลากรคณะสังคมศาสตร์ และนิสิตของคณะสังคมศาสตร์ที่ใช้อาคารเรียนเป็นจำนวนมาก ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 มูลค่าของอาคารในฐานะสาธารณสมบัติของทางราชการ และมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในระยะประมาณ 15 ปีข้างหน้าในการจัดการเรียนการสอน ประมาณ 50 ล้านบาท
ประการที่ 2 เมื่อมีการทุบอาคารในส่วนของทางหนีไฟแล้ว อาคารที่เหลืออยู่ก็ไม่มีทางหนีไฟอีกเลย เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงและความประมาทที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพในชีวิตของคณาจารย์ บุคลากร และนิสิตจำนวนมาก
ประการที่ 3 ผลกระทบด้านสุขภาพจาการทุบอาคาร 5 ช่วงตึก โดยไม่มีความจำเป็นยิ่งยวด หากจำเป็นต้องทุบอาคารบางส่วนเพื่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินให้รถวิ่งถึงกัน เป็นไปโดยจำกัดเท่าที่จำเป็น ความเสียหายและผลกระทบทางด้านสุขภาพก็อยู่ในภาวะจำกัดที่พอยอมรับกันได้ แต่การทุบอาคารเพิ่มอีก 5 ช่วงตึกโดยไม่มีเหตุผลจำเป็นยิ่งยวด ย่อมเป็นการเพิ่มความเสียหายและผลกระทบมากเกินกว่าที่จะยอมรับได้ ทั้งในด้านเสียงรบกวน การสั่นสะเทือน ฝุ่นผงละอองดิน ควันจากเครื่องจักร รวมทั้งการกระเด็นของเศษวัสดุต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายได้
ประการที่ 4 การสูญเสียพื้นที่ในส่วนของห้องพักอาจารย์และสำนักงานภาควิชา ทำให้มีความยากลำบากเกิดขึ้นในการเคลื่อนย้าย ขณะที่มีการเขียนคำฟ้องอยู่นี้ คณาจารย์บางส่วนต้องเคลื่อนย้ายออกไปยังอาคารอื่นๆชั่วคราว โดยไม่ได้รับการสนับสนุนการเคลื่อนย้ายจากมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบและมีแผนแต่อย่างใด หลังจากนี้ เมื่อมีการปรับปรุงอาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชนเสร็จแล้ว คณาจารย์เหล่านั้นต้องเคลื่อนย้ายห้องทำงานอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นความยากลำบากที่ซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็นแต่อย่างใด
ประการที่ 5 การสูญเสียพื้นที่ในส่วนของห้องเรียนของนิสิต ทำให้ต้องเกิดความยากลำบากทั้งต่อนิสิตและต่ออาจารย์ในการจัดการเรียนการสอน อันเนื่องมาจากการต้องเดินทางไปเรียนและไปสอนยังอาคารอื่นๆที่ไกลออกไป ขณะนี้ คณาจารย์เกือบทั้งหมดต้องไปสอนในอาคารอื่นๆเป็นการชั่วคราว ซึ่งห้องเรียนชั่วคราวเหล่านั้นไม่มีความสะดวกเท่าที่เคยมีในคณะสังคมศาสตร์ ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง สภาพเช่นนี้ถือได้ว่าไม่เป็นธรรมต่อนิสิตที่จะได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
ประการที่ 6 การสูญเสียงบประมาณของมหาวิทยาลัย ในการจ้างบริษัทเอกชนออกแบบและทุบอาคาร 5 ช่วงตึกดังกล่าวโดยไม่จำเป็น ประมาณ 30 ล้านบาท
ประการที่ 7 คณะสังคมศาสตร์ต้องเสียงบประมาณของคณะสังคมศาสตร์เอง ประมาณ 20 ล้านบาท ในการปรับปรุงพื้นที่บางส่วนของอาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชน ให้เป็นห้องพักอาจารย์และสำนักงานภาควิชาต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยให้พื้นที่ดังกล่าวนี้ เพื่อทดแทนพื้นที่อาคารเรียนที่เสียไปจากการทุบอาคาร งบประมาณเงินรายได้ส่วนนี้เป็นงบประมาณรายได้ของคณะ ที่คณาจารย์ทั้งหมดของคณะมีส่วนร่วม ในภารกิจการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ได้งบประมาณ ดังกล่าว หากคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์อยู่ในอาคารเดิม และมีห้องเรียนเช่นเดิมเพราะไม่มีการทุบอาคารดังกล่าว งบประมาณจำนวนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนของคณาจารย์และนิสิตทั้งคณะเลยที่เดียว
(9)การดำเนินการเกี่ยวกับการทุบบางส่วน ของอาคารคณะสังคมศาสตร์โดยมหาวิทยาลัยที่กล่าวมานี้ มหาวิทยาลัยไม่เคยสอบถามความคิดเห็นจากบุคลากร คณาจารย์ และนิสิตของคณะสังคมศาสตร์แต่อย่างใด ไม่มีการดำเนินการที่เรียกว่า pre-feasibility study แต่อย่างใด จึงไม่สามารถแจ้งให้ผู้ได้รับผลกระทบทราบได้อย่างชัดเจนว่า จำดำเนินการในวันใดแน่นอน หรือมีแผนในการอพยพเคลื่อนย้ายอะไรบ้าง หรือแผนป้องกันภัยกรณีฉุกเฉิน ในเรื่องของ health impact assessment(HIA) ก็ไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด
กระผมขอความกรุณาจากศาลได้โปรดมีคำสั่ง เพื่อ
(1)ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกเลิกการทุบอาคารคณะสังคมศาสตร์ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างอุโมงค์รถใต้ดิน เนื่องจากเป็นการทำลายสาธารณสมบัติของราชการ และก่อความเดือดร้อนทั้งต่อสุขภาพ และต่อการเรียนการสอนของคณาจารย์ นิสิต และบุคลากรของคณะสังคมศาสตร์จำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของทางราชการจำนวนมาก โดยไม่จำเป็น
(2)ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยเร็วในส่วนของการทำ pre-feasibility study และ HIA รวมไปถึงการสอบถามความคิดเห็น ของผู้มีส่วนได้เสียในลักษณะของการประชาพิจารณ์ รวมทั้งการจัดทำแผนการอพยพเคลื่อนย้ายและแผนความปลอดภัย รองรับการทุบอาคารเท่าที่จำเป็นดังกล่าวด้วย
กระผมจึงขอความกรุณาให้ท่านตุลาการศาลปกครองกลาง ได้โปรดพิจารณาและวินิจฉัยคำฟ้องของกระผม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อกระผม ต่อผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆจำนวนมากที่กล่าวมา รวมทั้งเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของทางราชการโดยรวมด้วย
(ลงชื่อ) ............................................. ผู้ฟ้องคดี
(ดร.สุรพล จรรยากูล)
ภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
3 ธันวาคม 2552
เรื่อง ร้องทุกข์เนื่องจากมีความคับข้องใจอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานในห้องทำงานที่ภาวะแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของอาจารย์
เรียน ท่านประธานคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ
ตามที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการทุบทิ้งอาคารสังคมศาสตร์บางส่วน ขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของอาคารเดิมด้านที่เชื่อมกับคณะศึกษาศาสตร์ เพียงเพื่อให้บุคคลภายนอกมองเห็นอาคารภายใน มศว ได้กว้างขึ้นนั้น บัดนี้ มหาวิทยาลัยได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนให้เริ่มดำเนินการทุบอาคารตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกระผมและคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์ ก็คือ กระผมและคณาจารย์ทั้งหมด รวมทั้งบุคลากรสนับสนุนทั้งหมดด้วย(ยกเว้นคณาจารย์ภาควิชาบริหารธุรกิจ) จำเป็นต้องย้ายไปทำงานยังอาคารพัฒนานวัตกรรมฯซึ่งอยู่ด้านหลังอาคารสังคมศาสตร์ โดยที่ภาควิชาสังคมวิทยา ภาควิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาภูมิศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ สำนักงานเลขานุการคณะสังคมศาสตร์ และคณบดีพร้อมด้วยกรรมการบริหารคณะทั้งหมด ต้องไปอยู่แบบกระจุกตัวกันใน 3 ชั้นของอาคารใหม่(คือชั้น 10, 11 และ 12) ในลักษณะของการอยู่ชั่วคราว ที่มีช่วงระยะเวลา 1 ภาคการศึกษาเป็นอย่างน้อย(ภาคการศึกษาที่ 2/2552) เพราะต้องรอจนกว่าการก่อสร้างของชั้นอื่นๆเสร็จเรียบร้อย จึงจะเคลื่อนย้ายไปยังสำนักงานจริงของแต่ละภาควิชาอีกครั้งหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังมิได้มีการเริ่มการก่อสร้างแต่อย่างใด
การโยกย้ายสถานที่ทำงานอย่างเร่งรีบ ด้วยภาวะบีบคั้นจากความไม่ปลอดภัยจากการทุบอาคารสังคมศาสตร์ข้างต้นที่จะเกิดขึ้น(ทั้งนี้ เนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยไม่ช่วยเหลือในการเตรียมการให้อย่างเหมาะสม) ผนวกกับความไม่พร้อมและความไม่เหมาะสมของอาคารใหม่ที่จะใช้เป็นสถานที่ทำงาน สร้างความลำบาก ความอึดอัด ความคับข้องใจ และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำงานของกระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ดังต่อไปนี้
(1)สภาพห้องทำงานของอาจารย์ที่มีลักษณะเป็นห้องโถง แต่นำเอา partition แบบชั่วคราว มาจัดแบ่งเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนคือ 1 ห้องทำงานของอาจารย์แต่ละคน แต่ละส่วน(หรือห้อง)มีพื้นที่สำหรับโต๊ะวางคอมพิวเตอร์จำนวน 2 ตัวและวางเก้าอื้ 2 ตัวคู่กัน ผลที่เกิดขึ้นในสภาพการทำงานเช่นที่กล่าวมานี้ ได้แก่
-ความเป็นส่วนตัวของอาจารย์แต่ละท่านถูกทำลายลงสิ้น สภาพเหมือนพนักงานธนาคารในส่วน front office
-สมาธิในการทำงาน ในการอ่าน การเขียนงานทางวิชาการสูญเสียไปค่อนข้างมาก
-ไม่มีพื้นที่สำหรับวางหนังสือ เอกสาร หรือรายงานของนิสิตอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่โดยรวมของห้องโถง
-เอกสารทางวิชาการยังถูกเก็บไว้ในอาคารเดิม การเข้าไปในอาคารเดิมเพื่อค้นหาเอกสารมีข้อจำกัดมากมาย และไม่มีลิฟท์ให้ใช้อีกแล้ว เพราะถูกปิดไว้ในส่วนของเขตทุบอาคาร
-ไม่มีพื้นที่ในการมีปฏิสัมพันธ์กับนิสิตเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม ทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา
-การเดินทางไปยังห้องเรียนชั่วคราวในอาคารอื่นๆสร้างความลำบากให้แก่คณาจารย์ไม่น้อย ยิ่งเป็นอาจารย์อาวุโส ความลำบากยิ่งมากขึ้น
-ห้องเรียนชั่วคราวบางส่วนมีสภาพไม่เอื้อต่อการสอนและการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ของอุปกรณ์และสภาพห้อง
-คณาจารย์ต้องแบกสัมภาระในการสอนทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับระหว่างห้องเรียนกับที่พักด้วยความยากลำบากมากขึ้น โดยจุดที่ไกลที่สุดคือห้องเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์
โดยภาพรวมแล้ว สภาพแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้นบั่นทอนการปฏิบัติงานในหน้าที่ของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง อาจารย์อาวุโสบางท่านกล่าวว่า ทำงานไม่มีความสุขเลย
(2)การติดตั้งลิฟท์ เสียงรบกวน และฝุ่นจากการเจาะพื้นและผนังอาคาร ก่อนที่คณาจารย์จะเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ ลิฟท์ในส่วนของคณะสังคมศาสตร์ยังไม่มีการดำเนินการติดตั้งไว้ให้เรียบร้อย เมื่อคณาจารย์ย้ายเข้าไปอยู่ทำงานชั่วคราว จึงเริ่มมีการติดตั้งลิฟท์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2552 ดังนั้น เมื่อมีการเจาะอาคารเสียงรบกวนจึงดังมากเกินกว่าจะทนฟังได้ และรบกวนสมาธิอย่างมากทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตที่เกิดขึ้นฟ้งกระจายไปทั่ว รบกวนสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างยิ่ง
(3)ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทะลุกระจกอาคาร เนื่องจากเป็นการอาศัยชั่วคราว การติดตั้งวัสดุกันแสงแดดจึงไม่มี คณาจารย์ที่นั่งริมกระจกจึงเดือนร้อนจากแสงสว่างและความร้อนเกินควร แต่ละคนก็แก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะตัวกันไปด้วยการหาวัสดุอื่นๆมาปิดกั้นแสงแดดและความร้อน
(4)กลิ่นเหม็นจากท่อระบายกลิ่นของระบบสุขา ในช่วงเดือนพฤศจิกายนคณาจารย์และบุคลากรที่อยู่ในชั้น 12 ได้รับความเดือนร้อนมากจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ อันเนื่องมาจากระบบระบายกลิ่นจากสุขาที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะระบบพัดลมมีปัญหา อีกทั้งปลายทางของกลิ่นอยู่ที่ชั้น 13 แต่ระบายออกไม่ดี จึงุสุมตัวไว้ที่ชั้น 12 แทน โดยเคลื่อนผ่านทางฝ้าเพดาน อาจารย์บางท่านบอกว่า เมื่อได้กลิ่นดังกล่าวเกือบจะอาเจียน
(5)ระบบน้ำประปาที่ไม่เอื้ออำนวยต่อเครื่องทำน้ำดื่มสะอาดที่มีอยู่ ทั้งๆที่มีเครื่องกรองน้ำสะอาดราคาแพงและสามารถทำน้ำร้อนได้ แต่ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากไม่มีการติดตั้งระบบประปารองรับเอาไว้ ส่งผลต่อการมีน้ำดื่มสะอาดค่อนข้างมากทีเดียว
(6)พื้นทางเดินในอาคารก่อนที่จะเข้าสู่สำนักงานที่ไม่เหมาะสมแก่การทำงาน เพราะมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตและเช็ดถูไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในสภาพเดิมๆหลังจากเทปูนเสร็จแล้ว ไม่ได้มีการขัดมันหรือปูกระเบื้องแต่อย่างใด ดังนั้น จึงมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตกระจายทั่วไป ทุกครั้งที่เดินเข้าสำนักงานฝุ่นจะติดรองเท้าเข้าไปด้วยเสมอและกระจายอยู่ในระบบหมุนเวียนของอากาศในสำนักงานตลอดเวลา บั่นทอนต่อระบบทางเดินหายใจเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์หรือบุคลากรที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจจะบอกได้เลยสภาพอากาศแย่มาก
(7)ทางเดินเขาอาคารที่ยังมีสภาพเหมือน“เขตก่อสร้างห้ามเข้า” ไม่เหมาะสมที่จะให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตใช้สอย ทางเดินเข้าอาคารเดิมอยู่ในสภาพที่ไม่คำนึงถึงคนพิการและผู้สูงวัย เพราะอยู่ในภาวะ“ระหว่างก่อสร้าง” และมีวัสดุก่อสร้างวางเกะกะ มีหัวตะปูโผล่ขึ้นมาจากพื้นไม้เสี่ยงอันตรายมาก และทางเดินเดิมน่ากลัวมากในเวลาพลบค่ำ ขณะนี้ถูกยกเลิกไป และมีการทำทางเดินใหม่ชั่วคราวให้ผ่านด้านหลังองค์พระซึ่งค่อนข้างลับตาคน ดังนั้น อาจารย์หรือบุคลากรผู้หญิงที่ทำงานหลัง 6 โมงเย็นในสำนักงาน จึงอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอังตรายยื่ง ทั้งเมื่อออกจากสำนักงานภายในอาคารและเมื่อออกจากอาคารเพื่อไปตามทางเดินใหม่
(8)ความไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งภายหลังเวลา 17.30 น. ในการอยู่ในอาคาร และเดินออกจากสำนักงานมาที่ลิฟท์เพื่อลงข้างล่าง และออกจากอาคารไปด้านนอก เพราะระบบไฟฟ้าไม่ได้ติดตั้งไว้อย่างสมบูรณ์ จึงใช้ดวงไฟเสียบปลั๊กชั่วคราว แสงสว่างไม่พียงพอ แต่ละชั้นที่ลิฟท์ผ่านมีพื้นที่เป็นมุมอับ ซอกมืด ห้องเล็กลับตาคน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมได้โดยไม่ยาก(แม้จะมี รปภ.ด้านล่างอาคารก็ตาม)
สภาพปัญหา อุปสรรค และความคับข้องใจทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น มิได้เกิดจากความบกพร่องในการบริหารจัดการของคณะสังคมศาสตร์แต่อย่างใด หากแต่เกิดจากความบกพร่องในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ที่มิได้วางแผนเกี่ยวกับช่วงเวลาไว้อย่างดีพอในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุบอาคารสังคมศาสตร์ การเตรียมการก่อสร้างสำนักงานใหม่ของภาควิชาในอาคารใหม่ และการโยกย้ายคณาจารย์ไปยังอาคารใหม่ ที่กระผมกล่าวเช่นนี้ กระผมไม่ได้มีเจตนากล่าวหามหาวิทยาลัยให้เสียหายแต่อย่างใด หากแต่มีข้อเท็จจริงรองรับ ดังต่อไปนี้
(1)มหาวิทยาลัยเพิ่งว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อทุบอาคารสังคมศาสตร์ ในราวประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้เอง และมีช่วงสัญญาการทำงานประมาณ 190 วัน(น่าจะเสร็จไม่เกินเดือนมิถุนายน 2553)
(2)มหาวิทยาลัยแจ้งคณะสังคมศาสตร์อย่างเป็นทางการ ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2551 (ผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้ว) เพื่อให้เตรียมเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ในราวเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา โดยที่คณะสังคมศาสตร์ต้องไปจัดสร้างสำนักงานใหม่เองทั้งหมด ซึ่งต้องมีกระบวนการราชการในการออกแบบ การประมูล การดำเนินการ และการรับมอบงานที่ใช้เวลาตามระเบียบราชการ
(3)คณะสังคมศาสตร์สอบถามมหาวิทยาลัยเรื่องแผนการทุบตึก เกี่ยวกับช่วงเวลาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมการได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด บุคลากรของคณะทั้งหมดก็ไม่ได้รับการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการสื่อสารด้วยวาจาภายในคณะสังคมศาสตร์เป็นระยะๆว่าจะต้องมีการทุบตึกในเดือนเมษายน 2552 บ้าง เดือนมิถุนายน 2552 บ้าง เดือนสิงหาคม 2552 บ้าง และเดือนตุลาคม 2552 บ้าง จนในที่สุดจึงรู้ความจริงว่าเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 เพราะวิศวกรของบริษัทรับเหมาเป็นผู้แจ้งให้ทราบ
(4)ในประมาณวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2552 มีการดำเนินการรื้อหลังคากระเบื้องของอาคารสังคมศาสตร์ ชั้น 9 โดยที่ไม่มีมาตรการป้องกันด้านข้างและด้านล่างแต่อย่างใดเลย และไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุใดๆเกิดขึ้นแก่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตผู้สัญจรด้านล่างตามทางเดินเพื่อเข้าอาคารใหม่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความหละหลวมและไร้ประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ในการประสานงาน การติดตาม และการควบคุมการทำงานของบริษัทผู้รับเหมา ที่ไม่เป็นไปตาม TOR
จากข้อเท็จจริงที่กระผมนำเรียนมาข้างต้น จะเห็นได้ว่านับจากเดือนมีนาคม 2552 ที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา จนถึงวันที่มหาวิทยาลัยว่าจ้างบริษัททุบอาคารสังคมศาสตร์ มีช่วงระยะเวลาห่างกันนานถึง 8 เดือน หากในช่วงนี้ มหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างจริงจังและอย่างใส่ใจ เพื่อให้การสร้างสำนักงานใหม่ของคณะสังคมศาสตร์ในอาคารใหม่ เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์สำหรับทุกภาควิชา ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2552 แล้ว เมื่อคณาจารย์และบุคลากรย้ายมายังอาคารใหม่ ห้องทำงานของคณาจารย์จะอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การใช้งาน และไม่เกิดปัญหาอุปสรรคหลายประการที่กล่าวมา เพราะไม่มีปัญหาเรื่องการติดตั้งลิฟท์ที่ส่งเสียงรบกวนดังมาก ไม่เกิดปัญหาฝุ่นจากการเจาะผนังอาคาร ไม่ต้องเดินผ่านพื้นอาคารที่ไม่เสร็จและมีฝุ่นซีเมนต์ รวมทั้งปัญหาความปลอดภัย และอื่นๆอีกหลายประการ และที่สำคัญก็คือ ในช่วงภาคการศึกษาที่ 1/2552 ที่ผ่านมา จะไม่เกิดภาวะฉุกละหุกเกินเหตุในการเก็บหนังสือใส่กล่องของคณาจารย์ และไม่เกิดภาวะนิสิตย้ายห้องเรียนไปยังอาคารอื่นๆที่เป็นปัญหา เพราะคณะสังคมศาสตร์สามารถวางแผนใช้อาคารเรียนทั้งอาคารได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะย้ายไปสู่อาคารใหม่ที่ห้องทำงานสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
สภาพการณ์ทั้งหมดที่กระผมนำเรียนมา อาจไม่ทำให้คณะกรรมการอุทธรณ์ฯเห็นถึงภาวะบีบค้นที่กระผมและคณาจารย์อื่นๆประสบอยู่ได้อย่างชัดเจนนัก กระผมจึงร้องขอให้คณะกรรมการฯดำเนินการนำสืบ ณ สถานที่เกิดเหตุในช่วงเวลากลางวันและเวลาพลบค่ำด้วย(ประมาณ 6.00-6.30 น.) เพื่อจะได้เห็นถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง และเชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาให้ข้อมูลให้เกิดความกระจ่าง และร่วมกันหาทางเยียวยาที่เหมาะสมให้แก่กระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์อื่นๆด้วย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(ดร.สุรพล จรรยากูล)
อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา
ด่วนที่สุด
ภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
10 มีนาคม 2553
เรื่อง การขนย้ายสิ่งของของ อ.สุรพล จรรยากูล ออกจากอาคารคณะสังคมศาสตร์
เรียน ท่านรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ
อ้างถึง บันทึกข้อความ ศูนย์พัฒนาสภาพกายภาพฯ ที่ ศธ 0519.1.115(16)/190 เรื่อง ขอความ
อนุเคราะห์ดำเนินการขนย้ายฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม 2553
ตามบันทึกข้อความที่อ้างถึง มหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนขอให้กระผมดำเนินการขนย้ายสิ่งของออกจากห้องทำงานในอาคารคณะสังคมศาสตร์ ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2553 ความทราบแล้วนั้น
กระผมขอเรียนว่า กระผมมิได้มีเจตนาในการขัดขวางหรือสร้างอุปสรรคในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนแต่อย่างใด หากแต่ว่า ในช่วงที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้คณาจารย์และบุคลากรย้ายสิ่งของไปยังที่ทำการใหม่ชั่วคราวนั้น สภาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่ไม่เหมาะสมต่อการทำงานทางด้านวิชาการเป็นอย่างยิ่ง โดยกระผมขอนำเรียนข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
กระผมและคณาจารย์ทั้งหมด รวมทั้งบุคลากรสนับสนุนทั้งหมดด้วย(ยกเว้นคณาจารย์ภาควิชาบริหารธุรกิจ) จำเป็นต้องย้ายไปทำงานยังอาคารพัฒนานวัตกรรมฯซึ่งอยู่ด้านหลังอาคารสังคมศาสตร์ โดยที่ภาควิชาสังคมวิทยา ภาควิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาภูมิศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ สำนักงานเลขานุการคณะสังคมศาสตร์ และคณบดีพร้อมด้วยกรรมการบริหารคณะทั้งหมด ต้องไปอยู่แบบกระจุกตัวกันใน 3 ชั้นของอาคารใหม่(คือชั้น 10, 11 และ 12) ในลักษณะของการอยู่ชั่วคราว ที่มีช่วงระยะเวลาประมาณมากกว่า 1 ภาคการศึกษา(ภาคการศึกษาที่ 2/2552) เพราะต้องรอจนกว่าการก่อสร้างของชั้นอื่นๆเสร็จเรียบร้อย จึงจะเคลื่อนย้ายไปยังสำนักงานจริงของแต่ละภาควิชาอีกครั้งหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังมิได้มีการเริ่มการก่อสร้างแต่อย่างใด
การโยกย้ายสถานที่ทำงานอย่างเร่งรีบ ด้วยภาวะบีบคั้นจากความไม่ปลอดภัยจากการทุบอาคารสังคมศาสตร์ข้างต้นที่จะเกิดขึ้น(ทั้งนี้ เนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยไม่ช่วยเหลือในการเตรียมการให้อย่างเหมาะสม) ผนวกกับความไม่พร้อมและความไม่เหมาะสมของอาคารใหม่ที่จะใช้เป็นสถานที่ทำงาน สร้างความลำบาก ความอึดอัด ความคับข้องใจ และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำงานของกระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ดังต่อไปนี้
(1)สภาพห้องทำงานของอาจารย์ที่มีลักษณะเป็นห้องโถง แต่นำเอา partition แบบชั่วคราว มาจัดแบ่งเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนคือ 1 ห้องทำงานของอาจารย์แต่ละคน แต่ละส่วน(หรือห้อง)มีพื้นที่สำหรับโต๊ะวางคอมพิวเตอร์จำนวน 2 ตัวและวางเก้าอื้ 2 ตัวคู่กัน ผลที่เกิดขึ้นในสภาพการทำงานเช่นที่กล่าวมานี้ ได้แก่
-ความเป็นส่วนตัวของอาจารย์แต่ละท่านถูกทำลายลงสิ้น สภาพเหมือนพนักงานธนาคารในส่วน front office
-สมาธิในการทำงาน ในการอ่าน การเขียนงานทางวิชาการสูญเสียไปค่อนข้างมาก
-ไม่มีพื้นที่สำหรับวางหนังสือ เอกสาร หรือรายงานของนิสิตอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่โดยรวมของห้องโถง
-เอกสารทางวิชาการยังถูกเก็บไว้ในอาคารเดิม การเข้าไปในอาคารเดิมเพื่อค้นหาเอกสารมีข้อจำกัดมากมาย และไม่มีลิฟท์ให้ใช้อีกแล้ว เพราะถูกปิดไว้ในส่วนของเขตทุบอาคาร
-ไม่มีพื้นที่ในการมีปฏิสัมพันธ์กับนิสิตเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม ทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา
-การเดินทางไปยังห้องเรียนชั่วคราวในอาคารอื่นๆสร้างความลำบากให้แก่คณาจารย์ไม่น้อย ยิ่งเป็นอาจารย์อาวุโส ความลำบากยิ่งมากขึ้น
-ห้องเรียนชั่วคราวบางส่วนมีสภาพไม่เอื้อต่อการสอนและการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ของอุปกรณ์และสภาพห้อง
-คณาจารย์(โดยเฉพาะคณาจารย์อาวุโส)ต้องแบกสัมภาระในการสอน ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับระหว่างห้องเรียนกับที่พักด้วยความยากลำบากมากขึ้น โดยจุดที่ไกลที่สุดคือห้องเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์
โดยภาพรวมแล้ว สภาพแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้นบั่นทอนการปฏิบัติงานในหน้าที่ของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง อาจารย์อาวุโสบางท่านกล่าวว่า ทำงานไม่มีความสุขเลย
(2)การติดตั้งลิฟท์ เสียงรบกวน และฝุ่นจากการเจาะพื้นและผนังอาคาร ก่อนที่คณาจารย์จะเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ ลิฟท์ในส่วนของคณะสังคมศาสตร์ยังไม่มีการดำเนินการติดตั้งไว้ให้เรียบร้อย เมื่อคณาจารย์ย้ายเข้าไปอยู่ทำงานชั่วคราว จึงเริ่มมีการติดตั้งลิฟท์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2552 ดังนั้น เมื่อมีการเจาะอาคารเสียงรบกวนจึงดังมากเกินกว่าจะทนฟังได้ และรบกวนสมาธิอย่างมากทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตที่เกิดขึ้นฟ้งกระจายไปทั่ว รบกวนสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างยิ่ง
(3)ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทะลุกระจกอาคาร เนื่องจากเป็นการอาศัยชั่วคราว การติดตั้งวัสดุกันแสงแดดจึงไม่มี คณาจารย์ที่นั่งริมกระจกจึงเดือนร้อนจากแสงสว่างและความร้อนเกินควร แต่ละคนก็แก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะตัวกันไปด้วยการหาวัสดุอื่นๆมาปิดกั้นแสงแดดและความร้อน
(4)กลิ่นเหม็นจากท่อระบายกลิ่นของระบบสุขา ในช่วงเดือนพฤศจิกายนคณาจารย์และบุคลากรที่อยู่ในชั้น 12 ได้รับความเดือนร้อนมากจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ อันเนื่องมาจากระบบระบายกลิ่นจากสุขาที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะระบบพัดลมมีปัญหา อีกทั้งปลายทางของกลิ่นอยู่ที่ชั้น 13 แต่ระบายออกไม่ดี จึงุสุมตัวไว้ที่ชั้น 12 แทน โดยเคลื่อนผ่านทางฝ้าเพดาน อาจารย์บางท่านบอกว่า เมื่อได้กลิ่นดังกล่าวเกือบจะอาเจียน
(5)ระบบน้ำประปาที่ไม่เอื้ออำนวยต่อเครื่องทำน้ำดื่มสะอาดที่มีอยู่ ทั้งๆที่มีเครื่องกรองน้ำสะอาดราคาแพงและสามารถทำน้ำร้อนได้ แต่ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากไม่มีการติดตั้งระบบประปารองรับเอาไว้ ส่งผลต่อการมีน้ำดื่มสะอาดค่อนข้างมากทีเดียว
(6)พื้นทางเดินในอาคารก่อนที่จะเข้าสู่สำนักงานที่ไม่เหมาะสมแก่การทำงาน เพราะมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตและเช็ดถูไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในสภาพเดิมๆหลังจากเทปูนเสร็จแล้ว ไม่ได้มีการขัดมันหรือปูกระเบื้องแต่อย่างใด ดังนั้น จึงมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตกระจายทั่วไป ทุกครั้งที่เดินเข้าสำนักงานฝุ่นจะติดรองเท้าเข้าไปด้วยเสมอและกระจายอยู่ในระบบหมุนเวียนของอากาศในสำนักงานตลอดเวลา บั่นทอนต่อระบบทางเดินหายใจเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์หรือบุคลากรที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจจะบอกได้เลยสภาพอากาศแย่มาก
(7)ทางเดินเขาอาคารที่ยังมีสภาพเหมือน“เขตก่อสร้างห้ามเข้า” ไม่เหมาะสมที่จะให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตใช้สอย ทางเดินเข้าอาคารเดิมอยู่ในสภาพที่ไม่คำนึงถึงคนพิการและผู้สูงวัย เพราะอยู่ในภาวะ“ระหว่างก่อสร้าง” และมีวัสดุก่อสร้างวางเกะกะ มีหัวตะปูโผล่ขึ้นมาจากพื้นไม้เสี่ยงอันตรายมาก และทางเดินเดิมน่ากลัวมากในเวลาพลบค่ำ ขณะนี้ถูกยกเลิกไป และมีการทำทางเดินใหม่ชั่วคราวให้ผ่านด้านหลังองค์พระซึ่งค่อนข้างลับตาคน ดังนั้น อาจารย์หรือบุคลากรผู้หญิงที่ทำงานหลัง 6 โมงเย็นในสำนักงาน จึงอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอันตรายยิ่ง ทั้งเมื่อออกจากสำนักงานภายในอาคารและเมื่อออกจากอาคารเพื่อไปตามทางเดินใหม่
(8)ความไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งภายหลังเวลา 17.30 น. ในการอยู่ในอาคาร และเดินออกจากสำนักงานมาที่ลิฟท์เพื่อลงข้างล่าง และออกจากอาคารไปด้านนอก เพราะระบบไฟฟ้าไม่ได้ติดตั้งไว้อย่างสมบูรณ์ จึงใช้ดวงไฟเสียบปลั๊กชั่วคราว แสงสว่างไม่พียงพอ แต่ละชั้นที่ลิฟท์ผ่านมีพื้นที่เป็นมุมอับ ซอกมืด ห้องเล็กลับตาคน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมได้โดยไม่ยาก(แม้จะมี รปภ.ด้านล่างอาคารก็ตาม)
(9)ระบบการปิดประตูห้องทำงานรวม ไม่สามารถประกันความปลอดภัยในทรัพย์สินของบุคลากรได้ เนื่องจาก เมื่อบุคลากรออกจากห้องทำงานหมดแล้ว จะไม่มีการปิดล็อกประตูห้องแต่อย่าง ใด เพราะวิศวกรดูแลอาคารจะรับผิดชอบในส่วนนี้ ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีการล็อกประตู ความเสี่ยงในการเกิดการสูญหายจึงมีมากทีเดียว
สภาพปัญหา อุปสรรค และความคับข้องใจทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น มิได้เกิดจากความบกพร่องในการบริหารจัดการของคณะสังคมศาสตร์แต่อย่างใด หากแต่เกิดจากความบกพร่องในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ที่มิได้วางแผนเกี่ยวกับช่วงเวลาไว้อย่างดีพอในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุบอาคารสังคมศาสตร์ การเตรียมการก่อสร้างสำนักงานใหม่ของภาควิชาในอาคารใหม่ และการโยกย้ายคณาจารย์ไปยังอาคารใหม่ ที่กระผมกล่าวเช่นนี้ กระผมไม่ได้มีเจตนากล่าวหามหาวิทยาลัยให้เสียหายแต่อย่างใด หากแต่มีข้อเท็จจริงรองรับ ดังต่อไปนี้
(1)มหาวิทยาลัยเพิ่งว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อทุบอาคารสังคมศาสตร์ ในราวประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้เอง และมีช่วงสัญญาการทำงานประมาณ 190 วัน(น่าจะเสร็จไม่เกินเดือนมิถุนายน 2553 แต่เสร็จสิ้นในราวเดือนมกราคม 2553)
(2)มหาวิทยาลัยแจ้งคณะสังคมศาสตร์อย่างเป็นทางการ ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2551 (ผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้ว) เพื่อให้เตรียมเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ในราวเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา โดยที่คณะสังคมศาสตร์ต้องไปจัดสร้างสำนักงานใหม่เองทั้งหมด ซึ่งต้องมีกระบวนการราชการในการออกแบบ การประมูล การดำเนินการ และการรับมอบงานที่ใช้เวลาตามระเบียบราชการ
(3)คณะสังคมศาสตร์สอบถามมหาวิทยาลัยเรื่องแผนการทุบตึก เกี่ยวกับช่วงเวลาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมการได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด บุคลากรของคณะทั้งหมดก็ไม่ได้รับการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการสื่อสารด้วยวาจาภายในคณะสังคมศาสตร์เป็นระยะๆว่าจะต้องมีการทุบตึกในเดือนเมษายน 2552 บ้าง เดือนมิถุนายน 2552 บ้าง เดือนสิงหาคม 2552 บ้าง และเดือนตุลาคม 2552 บ้าง จนในที่สุดจึงรู้ความจริงว่าเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 เพราะวิศวกรของบริษัทรับเหมาเป็นผู้แจ้งให้ทราบ
(4)ในประมาณวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2552 มีการดำเนินการรื้อหลังคากระเบื้องของอาคารสังคมศาสตร์ ชั้น 9 โดยที่ไม่มีมาตรการป้องกันด้านข้างและด้านล่างแต่อย่างใดเลย และไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุใดๆเกิดขึ้นแก่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตผู้สัญจรด้านล่างตามทางเดินเพื่อเข้าอาคารใหม่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความหละหลวมและไร้ประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ในการประสานงาน การติดตาม และการควบคุมการทำงานของบริษัทผู้รับเหมา ที่ไม่เป็นไปตาม TOR
จากข้อเท็จจริงที่กระผมนำเรียนมาข้างต้น จะเห็นได้ว่านับจากเดือนมีนาคม 2552 ที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา จนถึงวันที่มหาวิทยาลัยว่าจ้างบริษัททุบอาคารสังคมศาสตร์ มีช่วงระยะเวลาห่างกันนานถึง 8 เดือน หากในช่วงนี้ มหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างจริงจังและอย่างใส่ใจ เพื่อให้การสร้างสำนักงานใหม่ของคณะสังคมศาสตร์ในอาคารใหม่ เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์สำหรับทุกภาควิชา ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2552 แล้ว เมื่อคณาจารย์และบุคลากรย้ายมายังอาคารใหม่ ห้องทำงานของคณาจารย์จะอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การใช้งาน และไม่เกิดปัญหาอุปสรรคหลายประการที่กล่าวมา เพราะไม่มีปัญหาเรื่องการติดตั้งลิฟท์ที่ส่งเสียงรบกวนดังมาก ไม่เกิดปัญหาฝุ่นจากการเจาะผนังอาคาร ไม่ต้องเดินผ่านพื้นอาคารที่ไม่เสร็จและมีฝุ่นซีเมนต์ รวมทั้งปัญหาความปลอดภัย และอื่นๆอีกหลายประการ และที่สำคัญก็คือ ในช่วงภาคการศึกษาที่ 1/2552 ที่ผ่านมา จะไม่เกิดภาวะฉุกละหุกเกินเหตุในการเก็บหนังสือใส่กล่องของคณาจารย์ และไม่เกิดภาวะนิสิตย้ายห้องเรียนไปยังอาคารอื่นๆที่เป็นปัญหา เพราะคณะสังคมศาสตร์สามารถวางแผนใช้อาคารเรียนทั้งอาคารได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะย้ายไปสู่อาคารใหม่ที่ห้องทำงานสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
สภาพการณ์ทั้งหมดที่กระผมนำเรียนมา อาจไม่ทำให้ท่านรองอธิการบดีเห็นถึงภาวะบีบค้นที่กระผมและคณาจารย์อื่นๆประสบอยู่ได้อย่างชัดเจนนัก กระผมจึงร้องขอให้ท่านรองอธิการบดีได้มาพิจารณาข้อเท็จจริงในลักษณะของการนำสืบ ณ สถานที่เกิดเหตุในช่วงเวลากลางวันและเวลาพลบค่ำด้วย(ประมาณ 6.00-6.30 น.) เพื่อจะได้เห็นถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง เพื่อร่วมกันหาทางเยียวยาที่เหมาะสมให้แก่กระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์อื่นๆด้วย
ดังนั้น หากท่านประสงค์ให้กระผมขนย้ายสิ่งของ ซึ่งส่วนใหญ่คือเอกสารวิชาการออกจากห้องทำงานเดิมของกระผมแล้ว กระผมขอความกรุณาให้ท่านได้จัดหาที่ที่เหมาะสมในการวางสิ่งของเหล่านั้นอย่างเป็นสัดเป็นส่วน ปลอดภัย และเอื้อต่อการทำงานทางวิชาการด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง หากไม่มีห้องทำงานที่เหมาะสมสำหรับการย้ายสิ่งของเพื่อการทำงานแล้ว กระผมไม่มีหนทางอื่นใดในการเก็บรักษาเพื่อใช้งานเอกสารเหล่านั้นได้เลย กระผมหวังว่ากระผมจะไม่ถูกกดดันโดยไม่เป็นธรรม จนเสมือนไปสู่หนทางตันที่ไม่มีทางออกในสถานการณ์เช่นนี้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(ดร.สุรพล จรรยากูล)
อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
17 มิถุนายน 2552
เรื่อง ขอความกรุณาให้ทบทวนเกี่ยวกับการทุบบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์
เพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์
เรียน ท่านอธิการบดี
ตามที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการทุบบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ เพื่อสร้างอุโมงค์รถใต้ดิน เชื่อมต่อระหว่างที่จอดรถใต้ดินของอาคารริมถนนอโศกมนตรีและอาคารใต้สนามฟุตบอล ความทราบแล้วนั้น
กระผมรับทราบและเข้าใจดีว่า ในการสร้างอุโมงค์ใต้ดินทางรถวิ่งดังกล่าว จำเป็นต้องทุบบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ เนื่องจากมีเหตุผลและความจำเป็นทางวิศวกรรมที่ยอมรับได้ ในการดำเนินการที่กล่าวมานี้ บางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ที่จะต้องถูกทุบทำลายไป มีจำนวนประมาณไม่เกิน 3 - 4 ช่วงตึก(1 ช่วงตึก คือพื้นที่ระหว่างเสาอาคาร 2 เสา) โดยจำเป็นต้องทุบทำลายทุกชั้นของอาคารในส่วนนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่า มหาวิทยาลัยมิได้เพียงแต่ทุบทำลายบางส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ที่กล่าวมา เพื่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินเท่านั้น หากแต่ขนาดพื้นที่ของอาคารที่จะถูกทุบทำลาย กินพื้นที่ไปอีกประมาณ 5 ช่วงตึกในส่วนของอาคารสังคมศาสตร์ โดยมีเหตุผลเพียงเพื่อให้ประชาชนที่อยู่บริเวณถนนอโศกสามารถมองเห็นความสง่างามของอาคารด้านในของ มศว โดยเฉพาะอาคารหลังใหม่ที่เรียกกันว่า “อาคารสมเด็จพระเทพฯ”
หากเหตุผลเป็นดังที่กล่าวมาจริง กระผมในนามของนิสิตคณะสังคมศาสตร์ทุกคน ทุกชั้นปี ในนามของบุคลากรคณะสังคมศาสตร์ทุกท่าน และในนามของคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ทุกคน ขอความกรุณาจากท่านอธิการบดี ได้โปรดกรุณาทบทวนนโยบายการทุบอาคารสังคมศาสตร์ ที่กินพื้นที่เกินไปกว่าความจำเป็นทางด้านวิศวกรรมในการสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เนื่องจากการทุบอาคารสังคมศาสตร์ที่เกินความจำเป็นอีกประมาณ 5 ช่วงตึก สร้างผลกระทบและความเสียหายหลายประการ ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 ผลกระทบในแง่ลบต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชาต่างๆของคณะสังคมศาสตร์ เนื่องจากว่า ปัจจุบันนี้ ห้องเรียนทั้งหมดของคณะสังคมศาสตร์ได้รับการพัฒนาให้มีอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉายเพาเวอร์พ้อยท์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องฉายแผ่นใส เครื่องฉายแผ่นทึบ และไมโครโฟน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนิสิตในการเรียนรู้ในชั้นเรียน การทุบทำลายอาคารสังคมศาสตร์เพิ่มเติมอีก 5 ช่วงตึกโดยไม่มีความจำเป็นยิ่งยวดนั้น ประการแรก มีค่าเท่ากับเป็นการทำลายโอกาสของนิสิตคณะสังคมศาสตร์โดยไม่เป็นธรรม ในการได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้จากการใช้อุปกรณ์การเรียนรู้เหล่านั้น ประการที่สอง เมื่อห้องเรียนใน 5 ช่วงตึกของอาคารถูกทำลายไป จำนวนห้องเรียนย่อมลดลงไปอย่างถาวรด้วยเป็นจำนวนมาก การขอความช่วยเหลือด้านห้องเรียนจากหน่วยงานอื่นๆใน มศว เป็นสิ่งที่สร้างความลำบากให้แก่คณะสังคมศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง และประการที่สาม หากได้รับการอนุเคราะห์ห้องเรียนจากอาคารอื่นๆ ห้องเรียนเสริมเหล่านั้นก็ไม่มีอุปกรณ์ดังที่เคยมีอยู่พร้อมในคณะสังคมศาสตร์ ความไม่สะดวกเหล่านี้ส่งผลในทางลบต่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของนิสิตโดยไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่ 2 ผลกระทบต่อการบริหารจัดการของภาควิชาต่างๆ เนื่องจากบางส่วนของคณะสังคมศาสตร์ที่ถูกทำลายเกินความจำเป็น เป็นพื้นที่ในการใช้งานของสำนักงานภาควิชาและเป็นห้องพักของคณาจารย์ด้วย การสูญเสียพื้นที่ดังกล่าวไปโดยไม่จำเป็นทำให้ต้องโยกย้ายสำนักงานของภาควิชา และห้องพักของคณาจารย์จำนวนไม่น้อย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการบริหารงานของสำนักงานภาควิชาเท่านั้น ยังทำให้คณาจารย์ที่ต้องย้ายห้องพัก มีความยากลำบากในการทำงานและในการเตรียมการสอนด้วย
ประการที่ 3 ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์ การทุบทำลายอาคารเพียง 3 – 4 ช่วงตึก ย่อมสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์ในวงจำกัดเท่าที่จำเป็นและพอยอมรับได้ แต่การทุบทำลายอาคารเกินจำเป็นไปอีกประมาณ 5 ช่วงตึก ย่อมหมายถึงว่า นิสิต บุคลากร และคณาจารย์ต้องทุกข์ทรมานต่อเสียงดังที่เกิดขึ้น การสั่นสะเทือน และฝุ่นผงจำนวนมาก ซึ่งบั่นทอนคุณภาพชีวิตของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่าตัว และด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นในสัดส่วนทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่นับว่าอาจจะเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายที่ควบคุมไม่ได้ ต่อพวกเขาอีกส่วนหนึ่งด้วย
ประการที่ 4 ผลกระทบในแง่ของความเสียหาย ในการใช้ประโยชน์ทางการศึกษาในอนาคตของอาคารที่ถูกทุบทำลายไป หากอาคารที่ถูกทุบทำลายโดยไม่จำเป็นประมาณ 5 ช่วงตึกดังกล่าวยังคงอยู่ การใช้ประโยชน์เพื่อการจัดการศึกษาที่ขยายเพิ่มขึ้นในอนาคตก็จะมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว หากคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ก็จะเป็นตัวเลขมหาศาล
ประการที่ 5 ผลกระทบในแง่ของความเสียหาย อันเกิดขึ้นมาจากการทำลายสาธารณสมบัติที่มีมูลค่าจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ยอมรับได้ อาคารจำนวน 5 ช่วงตึกที่ถูกทุบทำลายโดยไม่จำเป็นดังกล่าว สร้างขึ้นด้วยงบประมาณของทางราชการ ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนทุกคนในสังคมไทย การทุบทำลายอาคาร 5 ช่วงตึกโดยไร้เหตุผลที่หนักแน่น เท่ากับเป็นการทำลายภาษีอากรของประชาชนอย่างน่าเสียดายและไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง
จากผลกระทบหลายประการและในหลายๆด้าน ที่เกิดขึ้นกับนิสิตจำนวนมาก และกับบุคลากรและคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์จำนวนไม่น้อยดังที่กล่าวมานี้ กระผมจึงเรียนรบกวนขอความกรุณาจากท่านอธิการบดี ได้โปรดทบทวนแนวทางการทุบทำลายอาคารสังคมศาสตร์บางส่วนที่เกินความจำเป็นข้างต้น ทั้งนี้ เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของนิสิตทั้งหมดของคณะสังคมศาสตร์ในด้านการเรียน เพื่อรักษาสาธารณสมบัติของทางราชการให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการศึกษาไปได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน และเพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของบุคลากรและคณาจารย์ทุกคน ของคณะสังคมศาสตร์ด้วยเช่นเดียวกัน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และโปรดกรุณาให้กระผมได้มีโอกาสรับทราบผลการพิจารณาของท่านด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
(อาจารย์สุรพล จรรยากูล)
อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์
ภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
เขตวัฒนา
กทม. 10110
26 มิถุนายน 2552
ข้าพเจ้า ดร.สุรพล จรรยากูล ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
ตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา มศว ประสานมิตร
อยู่ที่ 198 ม. 5 ต.บางพึ่ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
โทร 086-898-1801
ในฐานะผู้ฟ้อง
ขอฟ้อง อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ)
อยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถนนสุขุมวิท ซอยสุขุมวิท 23
เขตวัฒนา กทม. 10110
ในฐานะผู้ถูกฟ้อง
เนื่องจากท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ) ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการกระทำทางปกครอง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของ มศว ในเรื่องการก่อสร้างอาคารใหม่และการทุบอาคารเรียนเดิมคณะสังคมศาสตร์(อาคาร 11) ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตของคณะสังคมศาสตร์จำนวนมาก รวมทั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณสมบัติของทางราชการเกินความจำเป็น โดยมีข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
(1)มหาวิทยาลัยมีโครงการก่อสร้าง “อาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชน” บริ เวณริมถนนอโศกมนตรี ฝั่งติดกับมหาวิทยาลัย และอยู่หลังคณะสังคมศาสตร์(อาคาร 11) อาคารดังกล่าวนี้มีพื้นที่จอดรถชั้นใต้ดิน 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 อยู่ใต้อาคารดังกล่าวโดยตรง และส่วนที่ 2 ซึ่งมี 2 ชั้นอยู่ใต้สนามฟุตบอลเดิมซึ่งอยู่หน้าอาคารคณะสังคมศาสตร์
(2)อาคารจอดรถทั้ง 2 ส่วน ขณะที่ก่อสร้างอยู่นี้ มิได้เชื่อมติดกัน เนื่องจากมีอาคารคณะสังคมศาสตร์(อาคาร 11) และอาคารคณะศึกษาศาสตร์(อาคาร 12)ขวางกันอยู่แต่เดิม ก่อนที่จะมีการสร้างอาคารหลังใหม่นี้
(3)ทั้งอาคารคณะสังคมศาสตร์และอาคารคณะศึกษาศาสตร์ เป็นอาคารยาวหลังเดียวกัน สูง 8 ชั้นและมีการสร้างห้องเรียนเพิ่มในชั้นดาดฟ้าชั้นที่ 9 ของทั้ง 2 คณะด้วย ความยาวของอาคารนี้ประมาณ 30 ช่วงตึก แต่แบ่งกึ่งกลางเป็น 2 คณะ โดยส่วนที่อยู่กึ่งกลางเป็นทางหนีไฟและห้องสุขาชายและสุขาหญิง
(4)อุโมงค์ใต้ดินเพื่อเป็นทางรถวิ่งระหว่างพื้นที่จอดรถส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 มีความกว้างประมาณ 2 ช่วงตึก และอยู่ในตำแหน่งของช่วงกึ่งกลางระหว่างคณะสังคมศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์โดยประมาณ ซึ่งเป็นทางหนีไฟและห้องสุขา
(5)ในการสร้างอุโมงค์ใต้ดินเพื่อเชื่อมพื้นที่จอดรถใต้ดินทั้ง 2 ส่วนที่กล่าวมานี้ จำเป็นต้องทุบบางส่วนของอาคารในส่วนที่เป็นทางหนีไฟและห้องสุขา โดยต้องทุบทุกชั้นและทุบรวมจนไปถึงคานใต้ดิน ด้วยเหตุผลและความจำเป็นทางด้านวิศวกรรม มิเช่นนั้นจะสร้างอุโมงค์เชื่อมไม่ได้
(6)อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมิได้มีนโยบายที่จะทุบอาคารสังคมศาสตร์เฉพาะส่วนที่เป็นทางหนีไฟและห้องสุขาเท่านั้น แต่ยังมีการทุบทำลายอาคารคณะสังคมศาสตร์ ที่ติดกับทางหนีไฟ ไปอีกจำนวน 5 ช่วงตึกโดยประมาณ จากทั้งหมด 15 ช่วงตึกที่มีอยู่
(7)การทุบอาคารในส่วนของทางหนีไฟและห้องสุขา เพื่อสร้างอุโมงค์รถวิ่งใต้ดินเป็นความจำเป็นที่ยอมรับได้ แต่การทุบทำลายอาคารสังคมศาสตร์อีก 5 ช่วงตึกที่ติดต่อกัน เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้องเลย เนื่องจากมหาวิทยาลัยให้เหตุผลอธิบายว่า เพื่อให้สามารถมองเห็นความสง่างามของอาคารสมเด็จพระเทพฯซึ่งอยู่ข้างใน จากมุมมองบริเวณถนนอโศกมนตรีได้อย่างชัดเจน
(8)อาคารสังคมศาสตร์จำนวน 5 ช่วงตึกโดยประมาณ ที่จะถูกทุบทำลายไปในช่วงเดือนสิงหาคม 2552 ที่กำลังจะถึงนี้(ตามที่กล่าวกันไปกล่าวกันมาในคณะสังคมศาสตร์) ตามนโยบายการก่อสร้างของมหาวิทยาลัย สร้างความเดือดร้อนเสียหายหลายประการ ทั้งต่อมหาวิทยาลัยและต่อคณาจารย์ บุคลากรคณะสังคมศาสตร์ และนิสิตของคณะสังคมศาสตร์ที่ใช้อาคารเรียนเป็นจำนวนมาก ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 มูลค่าของอาคารในฐานะสาธารณสมบัติของทางราชการ และมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในระยะประมาณ 15 ปีข้างหน้าในการจัดการเรียนการสอน ประมาณ 50 ล้านบาท
ประการที่ 2 เมื่อมีการทุบอาคารในส่วนของทางหนีไฟแล้ว อาคารที่เหลืออยู่ก็ไม่มีทางหนีไฟอีกเลย เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงและความประมาทที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพในชีวิตของคณาจารย์ บุคลากร และนิสิตจำนวนมาก
ประการที่ 3 ผลกระทบด้านสุขภาพจาการทุบอาคาร 5 ช่วงตึก โดยไม่มีความจำเป็นยิ่งยวด หากจำเป็นต้องทุบอาคารบางส่วนเพื่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินให้รถวิ่งถึงกัน เป็นไปโดยจำกัดเท่าที่จำเป็น ความเสียหายและผลกระทบทางด้านสุขภาพก็อยู่ในภาวะจำกัดที่พอยอมรับกันได้ แต่การทุบอาคารเพิ่มอีก 5 ช่วงตึกโดยไม่มีเหตุผลจำเป็นยิ่งยวด ย่อมเป็นการเพิ่มความเสียหายและผลกระทบมากเกินกว่าที่จะยอมรับได้ ทั้งในด้านเสียงรบกวน การสั่นสะเทือน ฝุ่นผงละอองดิน ควันจากเครื่องจักร รวมทั้งการกระเด็นของเศษวัสดุต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายได้
ประการที่ 4 การสูญเสียพื้นที่ในส่วนของห้องพักอาจารย์และสำนักงานภาควิชา ทำให้มีความยากลำบากเกิดขึ้นในการเคลื่อนย้าย ขณะที่มีการเขียนคำฟ้องอยู่นี้ คณาจารย์บางส่วนต้องเคลื่อนย้ายออกไปยังอาคารอื่นๆชั่วคราว โดยไม่ได้รับการสนับสนุนการเคลื่อนย้ายจากมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบและมีแผนแต่อย่างใด หลังจากนี้ เมื่อมีการปรับปรุงอาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชนเสร็จแล้ว คณาจารย์เหล่านั้นต้องเคลื่อนย้ายห้องทำงานอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นความยากลำบากที่ซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็นแต่อย่างใด
ประการที่ 5 การสูญเสียพื้นที่ในส่วนของห้องเรียนของนิสิต ทำให้ต้องเกิดความยากลำบากทั้งต่อนิสิตและต่ออาจารย์ในการจัดการเรียนการสอน อันเนื่องมาจากการต้องเดินทางไปเรียนและไปสอนยังอาคารอื่นๆที่ไกลออกไป ขณะนี้ คณาจารย์เกือบทั้งหมดต้องไปสอนในอาคารอื่นๆเป็นการชั่วคราว ซึ่งห้องเรียนชั่วคราวเหล่านั้นไม่มีความสะดวกเท่าที่เคยมีในคณะสังคมศาสตร์ ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง สภาพเช่นนี้ถือได้ว่าไม่เป็นธรรมต่อนิสิตที่จะได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
ประการที่ 6 การสูญเสียงบประมาณของมหาวิทยาลัย ในการจ้างบริษัทเอกชนออกแบบและทุบอาคาร 5 ช่วงตึกดังกล่าวโดยไม่จำเป็น ประมาณ 30 ล้านบาท
ประการที่ 7 คณะสังคมศาสตร์ต้องเสียงบประมาณของคณะสังคมศาสตร์เอง ประมาณ 20 ล้านบาท ในการปรับปรุงพื้นที่บางส่วนของอาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชน ให้เป็นห้องพักอาจารย์และสำนักงานภาควิชาต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยให้พื้นที่ดังกล่าวนี้ เพื่อทดแทนพื้นที่อาคารเรียนที่เสียไปจากการทุบอาคาร งบประมาณเงินรายได้ส่วนนี้เป็นงบประมาณรายได้ของคณะ ที่คณาจารย์ทั้งหมดของคณะมีส่วนร่วม ในภารกิจการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ได้งบประมาณ ดังกล่าว หากคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์อยู่ในอาคารเดิม และมีห้องเรียนเช่นเดิมเพราะไม่มีการทุบอาคารดังกล่าว งบประมาณจำนวนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนของคณาจารย์และนิสิตทั้งคณะเลยที่เดียว
(9)การดำเนินการเกี่ยวกับการทุบบางส่วน ของอาคารคณะสังคมศาสตร์โดยมหาวิทยาลัยที่กล่าวมานี้ มหาวิทยาลัยไม่เคยสอบถามความคิดเห็นจากบุคลากร คณาจารย์ และนิสิตของคณะสังคมศาสตร์แต่อย่างใด ไม่มีการดำเนินการที่เรียกว่า pre-feasibility study แต่อย่างใด จึงไม่สามารถแจ้งให้ผู้ได้รับผลกระทบทราบได้อย่างชัดเจนว่า จำดำเนินการในวันใดแน่นอน หรือมีแผนในการอพยพเคลื่อนย้ายอะไรบ้าง หรือแผนป้องกันภัยกรณีฉุกเฉิน ในเรื่องของ health impact assessment(HIA) ก็ไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด
กระผมขอความกรุณาจากศาลได้โปรดมีคำสั่ง เพื่อ
(1)ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกเลิกการทุบอาคารคณะสังคมศาสตร์ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างอุโมงค์รถใต้ดิน เนื่องจากเป็นการทำลายสาธารณสมบัติของราชการ และก่อความเดือดร้อนทั้งต่อสุขภาพ และต่อการเรียนการสอนของคณาจารย์ นิสิต และบุคลากรของคณะสังคมศาสตร์จำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของทางราชการจำนวนมาก โดยไม่จำเป็น
(2)ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยเร็วในส่วนของการทำ pre-feasibility study และ HIA รวมไปถึงการสอบถามความคิดเห็น ของผู้มีส่วนได้เสียในลักษณะของการประชาพิจารณ์ รวมทั้งการจัดทำแผนการอพยพเคลื่อนย้ายและแผนความปลอดภัย รองรับการทุบอาคารเท่าที่จำเป็นดังกล่าวด้วย
กระผมจึงขอความกรุณาให้ท่านตุลาการศาลปกครองกลาง ได้โปรดพิจารณาและวินิจฉัยคำฟ้องของกระผม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อกระผม ต่อผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆจำนวนมากที่กล่าวมา รวมทั้งเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของทางราชการโดยรวมด้วย
(ลงชื่อ) ............................................. ผู้ฟ้องคดี
(ดร.สุรพล จรรยากูล)
ภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
3 ธันวาคม 2552
เรื่อง ร้องทุกข์เนื่องจากมีความคับข้องใจอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานในห้องทำงานที่ภาวะแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของอาจารย์
เรียน ท่านประธานคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ
ตามที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการทุบทิ้งอาคารสังคมศาสตร์บางส่วน ขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของอาคารเดิมด้านที่เชื่อมกับคณะศึกษาศาสตร์ เพียงเพื่อให้บุคคลภายนอกมองเห็นอาคารภายใน มศว ได้กว้างขึ้นนั้น บัดนี้ มหาวิทยาลัยได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนให้เริ่มดำเนินการทุบอาคารตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกระผมและคณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์ ก็คือ กระผมและคณาจารย์ทั้งหมด รวมทั้งบุคลากรสนับสนุนทั้งหมดด้วย(ยกเว้นคณาจารย์ภาควิชาบริหารธุรกิจ) จำเป็นต้องย้ายไปทำงานยังอาคารพัฒนานวัตกรรมฯซึ่งอยู่ด้านหลังอาคารสังคมศาสตร์ โดยที่ภาควิชาสังคมวิทยา ภาควิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาภูมิศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ สำนักงานเลขานุการคณะสังคมศาสตร์ และคณบดีพร้อมด้วยกรรมการบริหารคณะทั้งหมด ต้องไปอยู่แบบกระจุกตัวกันใน 3 ชั้นของอาคารใหม่(คือชั้น 10, 11 และ 12) ในลักษณะของการอยู่ชั่วคราว ที่มีช่วงระยะเวลา 1 ภาคการศึกษาเป็นอย่างน้อย(ภาคการศึกษาที่ 2/2552) เพราะต้องรอจนกว่าการก่อสร้างของชั้นอื่นๆเสร็จเรียบร้อย จึงจะเคลื่อนย้ายไปยังสำนักงานจริงของแต่ละภาควิชาอีกครั้งหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังมิได้มีการเริ่มการก่อสร้างแต่อย่างใด
การโยกย้ายสถานที่ทำงานอย่างเร่งรีบ ด้วยภาวะบีบคั้นจากความไม่ปลอดภัยจากการทุบอาคารสังคมศาสตร์ข้างต้นที่จะเกิดขึ้น(ทั้งนี้ เนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยไม่ช่วยเหลือในการเตรียมการให้อย่างเหมาะสม) ผนวกกับความไม่พร้อมและความไม่เหมาะสมของอาคารใหม่ที่จะใช้เป็นสถานที่ทำงาน สร้างความลำบาก ความอึดอัด ความคับข้องใจ และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำงานของกระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ดังต่อไปนี้
(1)สภาพห้องทำงานของอาจารย์ที่มีลักษณะเป็นห้องโถง แต่นำเอา partition แบบชั่วคราว มาจัดแบ่งเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนคือ 1 ห้องทำงานของอาจารย์แต่ละคน แต่ละส่วน(หรือห้อง)มีพื้นที่สำหรับโต๊ะวางคอมพิวเตอร์จำนวน 2 ตัวและวางเก้าอื้ 2 ตัวคู่กัน ผลที่เกิดขึ้นในสภาพการทำงานเช่นที่กล่าวมานี้ ได้แก่
-ความเป็นส่วนตัวของอาจารย์แต่ละท่านถูกทำลายลงสิ้น สภาพเหมือนพนักงานธนาคารในส่วน front office
-สมาธิในการทำงาน ในการอ่าน การเขียนงานทางวิชาการสูญเสียไปค่อนข้างมาก
-ไม่มีพื้นที่สำหรับวางหนังสือ เอกสาร หรือรายงานของนิสิตอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่โดยรวมของห้องโถง
-เอกสารทางวิชาการยังถูกเก็บไว้ในอาคารเดิม การเข้าไปในอาคารเดิมเพื่อค้นหาเอกสารมีข้อจำกัดมากมาย และไม่มีลิฟท์ให้ใช้อีกแล้ว เพราะถูกปิดไว้ในส่วนของเขตทุบอาคาร
-ไม่มีพื้นที่ในการมีปฏิสัมพันธ์กับนิสิตเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม ทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา
-การเดินทางไปยังห้องเรียนชั่วคราวในอาคารอื่นๆสร้างความลำบากให้แก่คณาจารย์ไม่น้อย ยิ่งเป็นอาจารย์อาวุโส ความลำบากยิ่งมากขึ้น
-ห้องเรียนชั่วคราวบางส่วนมีสภาพไม่เอื้อต่อการสอนและการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ของอุปกรณ์และสภาพห้อง
-คณาจารย์ต้องแบกสัมภาระในการสอนทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับระหว่างห้องเรียนกับที่พักด้วยความยากลำบากมากขึ้น โดยจุดที่ไกลที่สุดคือห้องเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์
โดยภาพรวมแล้ว สภาพแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้นบั่นทอนการปฏิบัติงานในหน้าที่ของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง อาจารย์อาวุโสบางท่านกล่าวว่า ทำงานไม่มีความสุขเลย
(2)การติดตั้งลิฟท์ เสียงรบกวน และฝุ่นจากการเจาะพื้นและผนังอาคาร ก่อนที่คณาจารย์จะเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ ลิฟท์ในส่วนของคณะสังคมศาสตร์ยังไม่มีการดำเนินการติดตั้งไว้ให้เรียบร้อย เมื่อคณาจารย์ย้ายเข้าไปอยู่ทำงานชั่วคราว จึงเริ่มมีการติดตั้งลิฟท์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2552 ดังนั้น เมื่อมีการเจาะอาคารเสียงรบกวนจึงดังมากเกินกว่าจะทนฟังได้ และรบกวนสมาธิอย่างมากทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตที่เกิดขึ้นฟ้งกระจายไปทั่ว รบกวนสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างยิ่ง
(3)ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทะลุกระจกอาคาร เนื่องจากเป็นการอาศัยชั่วคราว การติดตั้งวัสดุกันแสงแดดจึงไม่มี คณาจารย์ที่นั่งริมกระจกจึงเดือนร้อนจากแสงสว่างและความร้อนเกินควร แต่ละคนก็แก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะตัวกันไปด้วยการหาวัสดุอื่นๆมาปิดกั้นแสงแดดและความร้อน
(4)กลิ่นเหม็นจากท่อระบายกลิ่นของระบบสุขา ในช่วงเดือนพฤศจิกายนคณาจารย์และบุคลากรที่อยู่ในชั้น 12 ได้รับความเดือนร้อนมากจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ อันเนื่องมาจากระบบระบายกลิ่นจากสุขาที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะระบบพัดลมมีปัญหา อีกทั้งปลายทางของกลิ่นอยู่ที่ชั้น 13 แต่ระบายออกไม่ดี จึงุสุมตัวไว้ที่ชั้น 12 แทน โดยเคลื่อนผ่านทางฝ้าเพดาน อาจารย์บางท่านบอกว่า เมื่อได้กลิ่นดังกล่าวเกือบจะอาเจียน
(5)ระบบน้ำประปาที่ไม่เอื้ออำนวยต่อเครื่องทำน้ำดื่มสะอาดที่มีอยู่ ทั้งๆที่มีเครื่องกรองน้ำสะอาดราคาแพงและสามารถทำน้ำร้อนได้ แต่ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากไม่มีการติดตั้งระบบประปารองรับเอาไว้ ส่งผลต่อการมีน้ำดื่มสะอาดค่อนข้างมากทีเดียว
(6)พื้นทางเดินในอาคารก่อนที่จะเข้าสู่สำนักงานที่ไม่เหมาะสมแก่การทำงาน เพราะมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตและเช็ดถูไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในสภาพเดิมๆหลังจากเทปูนเสร็จแล้ว ไม่ได้มีการขัดมันหรือปูกระเบื้องแต่อย่างใด ดังนั้น จึงมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตกระจายทั่วไป ทุกครั้งที่เดินเข้าสำนักงานฝุ่นจะติดรองเท้าเข้าไปด้วยเสมอและกระจายอยู่ในระบบหมุนเวียนของอากาศในสำนักงานตลอดเวลา บั่นทอนต่อระบบทางเดินหายใจเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์หรือบุคลากรที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจจะบอกได้เลยสภาพอากาศแย่มาก
(7)ทางเดินเขาอาคารที่ยังมีสภาพเหมือน“เขตก่อสร้างห้ามเข้า” ไม่เหมาะสมที่จะให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตใช้สอย ทางเดินเข้าอาคารเดิมอยู่ในสภาพที่ไม่คำนึงถึงคนพิการและผู้สูงวัย เพราะอยู่ในภาวะ“ระหว่างก่อสร้าง” และมีวัสดุก่อสร้างวางเกะกะ มีหัวตะปูโผล่ขึ้นมาจากพื้นไม้เสี่ยงอันตรายมาก และทางเดินเดิมน่ากลัวมากในเวลาพลบค่ำ ขณะนี้ถูกยกเลิกไป และมีการทำทางเดินใหม่ชั่วคราวให้ผ่านด้านหลังองค์พระซึ่งค่อนข้างลับตาคน ดังนั้น อาจารย์หรือบุคลากรผู้หญิงที่ทำงานหลัง 6 โมงเย็นในสำนักงาน จึงอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอังตรายยื่ง ทั้งเมื่อออกจากสำนักงานภายในอาคารและเมื่อออกจากอาคารเพื่อไปตามทางเดินใหม่
(8)ความไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งภายหลังเวลา 17.30 น. ในการอยู่ในอาคาร และเดินออกจากสำนักงานมาที่ลิฟท์เพื่อลงข้างล่าง และออกจากอาคารไปด้านนอก เพราะระบบไฟฟ้าไม่ได้ติดตั้งไว้อย่างสมบูรณ์ จึงใช้ดวงไฟเสียบปลั๊กชั่วคราว แสงสว่างไม่พียงพอ แต่ละชั้นที่ลิฟท์ผ่านมีพื้นที่เป็นมุมอับ ซอกมืด ห้องเล็กลับตาคน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมได้โดยไม่ยาก(แม้จะมี รปภ.ด้านล่างอาคารก็ตาม)
สภาพปัญหา อุปสรรค และความคับข้องใจทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น มิได้เกิดจากความบกพร่องในการบริหารจัดการของคณะสังคมศาสตร์แต่อย่างใด หากแต่เกิดจากความบกพร่องในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ที่มิได้วางแผนเกี่ยวกับช่วงเวลาไว้อย่างดีพอในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุบอาคารสังคมศาสตร์ การเตรียมการก่อสร้างสำนักงานใหม่ของภาควิชาในอาคารใหม่ และการโยกย้ายคณาจารย์ไปยังอาคารใหม่ ที่กระผมกล่าวเช่นนี้ กระผมไม่ได้มีเจตนากล่าวหามหาวิทยาลัยให้เสียหายแต่อย่างใด หากแต่มีข้อเท็จจริงรองรับ ดังต่อไปนี้
(1)มหาวิทยาลัยเพิ่งว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อทุบอาคารสังคมศาสตร์ ในราวประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้เอง และมีช่วงสัญญาการทำงานประมาณ 190 วัน(น่าจะเสร็จไม่เกินเดือนมิถุนายน 2553)
(2)มหาวิทยาลัยแจ้งคณะสังคมศาสตร์อย่างเป็นทางการ ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2551 (ผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้ว) เพื่อให้เตรียมเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ในราวเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา โดยที่คณะสังคมศาสตร์ต้องไปจัดสร้างสำนักงานใหม่เองทั้งหมด ซึ่งต้องมีกระบวนการราชการในการออกแบบ การประมูล การดำเนินการ และการรับมอบงานที่ใช้เวลาตามระเบียบราชการ
(3)คณะสังคมศาสตร์สอบถามมหาวิทยาลัยเรื่องแผนการทุบตึก เกี่ยวกับช่วงเวลาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมการได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด บุคลากรของคณะทั้งหมดก็ไม่ได้รับการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการสื่อสารด้วยวาจาภายในคณะสังคมศาสตร์เป็นระยะๆว่าจะต้องมีการทุบตึกในเดือนเมษายน 2552 บ้าง เดือนมิถุนายน 2552 บ้าง เดือนสิงหาคม 2552 บ้าง และเดือนตุลาคม 2552 บ้าง จนในที่สุดจึงรู้ความจริงว่าเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 เพราะวิศวกรของบริษัทรับเหมาเป็นผู้แจ้งให้ทราบ
(4)ในประมาณวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2552 มีการดำเนินการรื้อหลังคากระเบื้องของอาคารสังคมศาสตร์ ชั้น 9 โดยที่ไม่มีมาตรการป้องกันด้านข้างและด้านล่างแต่อย่างใดเลย และไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุใดๆเกิดขึ้นแก่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตผู้สัญจรด้านล่างตามทางเดินเพื่อเข้าอาคารใหม่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความหละหลวมและไร้ประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ในการประสานงาน การติดตาม และการควบคุมการทำงานของบริษัทผู้รับเหมา ที่ไม่เป็นไปตาม TOR
จากข้อเท็จจริงที่กระผมนำเรียนมาข้างต้น จะเห็นได้ว่านับจากเดือนมีนาคม 2552 ที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา จนถึงวันที่มหาวิทยาลัยว่าจ้างบริษัททุบอาคารสังคมศาสตร์ มีช่วงระยะเวลาห่างกันนานถึง 8 เดือน หากในช่วงนี้ มหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างจริงจังและอย่างใส่ใจ เพื่อให้การสร้างสำนักงานใหม่ของคณะสังคมศาสตร์ในอาคารใหม่ เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์สำหรับทุกภาควิชา ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2552 แล้ว เมื่อคณาจารย์และบุคลากรย้ายมายังอาคารใหม่ ห้องทำงานของคณาจารย์จะอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การใช้งาน และไม่เกิดปัญหาอุปสรรคหลายประการที่กล่าวมา เพราะไม่มีปัญหาเรื่องการติดตั้งลิฟท์ที่ส่งเสียงรบกวนดังมาก ไม่เกิดปัญหาฝุ่นจากการเจาะผนังอาคาร ไม่ต้องเดินผ่านพื้นอาคารที่ไม่เสร็จและมีฝุ่นซีเมนต์ รวมทั้งปัญหาความปลอดภัย และอื่นๆอีกหลายประการ และที่สำคัญก็คือ ในช่วงภาคการศึกษาที่ 1/2552 ที่ผ่านมา จะไม่เกิดภาวะฉุกละหุกเกินเหตุในการเก็บหนังสือใส่กล่องของคณาจารย์ และไม่เกิดภาวะนิสิตย้ายห้องเรียนไปยังอาคารอื่นๆที่เป็นปัญหา เพราะคณะสังคมศาสตร์สามารถวางแผนใช้อาคารเรียนทั้งอาคารได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะย้ายไปสู่อาคารใหม่ที่ห้องทำงานสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
สภาพการณ์ทั้งหมดที่กระผมนำเรียนมา อาจไม่ทำให้คณะกรรมการอุทธรณ์ฯเห็นถึงภาวะบีบค้นที่กระผมและคณาจารย์อื่นๆประสบอยู่ได้อย่างชัดเจนนัก กระผมจึงร้องขอให้คณะกรรมการฯดำเนินการนำสืบ ณ สถานที่เกิดเหตุในช่วงเวลากลางวันและเวลาพลบค่ำด้วย(ประมาณ 6.00-6.30 น.) เพื่อจะได้เห็นถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง และเชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาให้ข้อมูลให้เกิดความกระจ่าง และร่วมกันหาทางเยียวยาที่เหมาะสมให้แก่กระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์อื่นๆด้วย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(ดร.สุรพล จรรยากูล)
อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา
ด่วนที่สุด
ภาควิชาสังคมวิทยา
คณะสังคมศาสตร์
มศว ประสานมิตร
10 มีนาคม 2553
เรื่อง การขนย้ายสิ่งของของ อ.สุรพล จรรยากูล ออกจากอาคารคณะสังคมศาสตร์
เรียน ท่านรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ
อ้างถึง บันทึกข้อความ ศูนย์พัฒนาสภาพกายภาพฯ ที่ ศธ 0519.1.115(16)/190 เรื่อง ขอความ
อนุเคราะห์ดำเนินการขนย้ายฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม 2553
ตามบันทึกข้อความที่อ้างถึง มหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนขอให้กระผมดำเนินการขนย้ายสิ่งของออกจากห้องทำงานในอาคารคณะสังคมศาสตร์ ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2553 ความทราบแล้วนั้น
กระผมขอเรียนว่า กระผมมิได้มีเจตนาในการขัดขวางหรือสร้างอุปสรรคในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนแต่อย่างใด หากแต่ว่า ในช่วงที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้คณาจารย์และบุคลากรย้ายสิ่งของไปยังที่ทำการใหม่ชั่วคราวนั้น สภาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่ไม่เหมาะสมต่อการทำงานทางด้านวิชาการเป็นอย่างยิ่ง โดยกระผมขอนำเรียนข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
กระผมและคณาจารย์ทั้งหมด รวมทั้งบุคลากรสนับสนุนทั้งหมดด้วย(ยกเว้นคณาจารย์ภาควิชาบริหารธุรกิจ) จำเป็นต้องย้ายไปทำงานยังอาคารพัฒนานวัตกรรมฯซึ่งอยู่ด้านหลังอาคารสังคมศาสตร์ โดยที่ภาควิชาสังคมวิทยา ภาควิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาภูมิศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ สำนักงานเลขานุการคณะสังคมศาสตร์ และคณบดีพร้อมด้วยกรรมการบริหารคณะทั้งหมด ต้องไปอยู่แบบกระจุกตัวกันใน 3 ชั้นของอาคารใหม่(คือชั้น 10, 11 และ 12) ในลักษณะของการอยู่ชั่วคราว ที่มีช่วงระยะเวลาประมาณมากกว่า 1 ภาคการศึกษา(ภาคการศึกษาที่ 2/2552) เพราะต้องรอจนกว่าการก่อสร้างของชั้นอื่นๆเสร็จเรียบร้อย จึงจะเคลื่อนย้ายไปยังสำนักงานจริงของแต่ละภาควิชาอีกครั้งหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังมิได้มีการเริ่มการก่อสร้างแต่อย่างใด
การโยกย้ายสถานที่ทำงานอย่างเร่งรีบ ด้วยภาวะบีบคั้นจากความไม่ปลอดภัยจากการทุบอาคารสังคมศาสตร์ข้างต้นที่จะเกิดขึ้น(ทั้งนี้ เนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยไม่ช่วยเหลือในการเตรียมการให้อย่างเหมาะสม) ผนวกกับความไม่พร้อมและความไม่เหมาะสมของอาคารใหม่ที่จะใช้เป็นสถานที่ทำงาน สร้างความลำบาก ความอึดอัด ความคับข้องใจ และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำงานของกระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ดังต่อไปนี้
(1)สภาพห้องทำงานของอาจารย์ที่มีลักษณะเป็นห้องโถง แต่นำเอา partition แบบชั่วคราว มาจัดแบ่งเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนคือ 1 ห้องทำงานของอาจารย์แต่ละคน แต่ละส่วน(หรือห้อง)มีพื้นที่สำหรับโต๊ะวางคอมพิวเตอร์จำนวน 2 ตัวและวางเก้าอื้ 2 ตัวคู่กัน ผลที่เกิดขึ้นในสภาพการทำงานเช่นที่กล่าวมานี้ ได้แก่
-ความเป็นส่วนตัวของอาจารย์แต่ละท่านถูกทำลายลงสิ้น สภาพเหมือนพนักงานธนาคารในส่วน front office
-สมาธิในการทำงาน ในการอ่าน การเขียนงานทางวิชาการสูญเสียไปค่อนข้างมาก
-ไม่มีพื้นที่สำหรับวางหนังสือ เอกสาร หรือรายงานของนิสิตอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่โดยรวมของห้องโถง
-เอกสารทางวิชาการยังถูกเก็บไว้ในอาคารเดิม การเข้าไปในอาคารเดิมเพื่อค้นหาเอกสารมีข้อจำกัดมากมาย และไม่มีลิฟท์ให้ใช้อีกแล้ว เพราะถูกปิดไว้ในส่วนของเขตทุบอาคาร
-ไม่มีพื้นที่ในการมีปฏิสัมพันธ์กับนิสิตเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม ทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา
-การเดินทางไปยังห้องเรียนชั่วคราวในอาคารอื่นๆสร้างความลำบากให้แก่คณาจารย์ไม่น้อย ยิ่งเป็นอาจารย์อาวุโส ความลำบากยิ่งมากขึ้น
-ห้องเรียนชั่วคราวบางส่วนมีสภาพไม่เอื้อต่อการสอนและการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ของอุปกรณ์และสภาพห้อง
-คณาจารย์(โดยเฉพาะคณาจารย์อาวุโส)ต้องแบกสัมภาระในการสอน ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับระหว่างห้องเรียนกับที่พักด้วยความยากลำบากมากขึ้น โดยจุดที่ไกลที่สุดคือห้องเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์
โดยภาพรวมแล้ว สภาพแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้นบั่นทอนการปฏิบัติงานในหน้าที่ของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง อาจารย์อาวุโสบางท่านกล่าวว่า ทำงานไม่มีความสุขเลย
(2)การติดตั้งลิฟท์ เสียงรบกวน และฝุ่นจากการเจาะพื้นและผนังอาคาร ก่อนที่คณาจารย์จะเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ ลิฟท์ในส่วนของคณะสังคมศาสตร์ยังไม่มีการดำเนินการติดตั้งไว้ให้เรียบร้อย เมื่อคณาจารย์ย้ายเข้าไปอยู่ทำงานชั่วคราว จึงเริ่มมีการติดตั้งลิฟท์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2552 ดังนั้น เมื่อมีการเจาะอาคารเสียงรบกวนจึงดังมากเกินกว่าจะทนฟังได้ และรบกวนสมาธิอย่างมากทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตที่เกิดขึ้นฟ้งกระจายไปทั่ว รบกวนสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างยิ่ง
(3)ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทะลุกระจกอาคาร เนื่องจากเป็นการอาศัยชั่วคราว การติดตั้งวัสดุกันแสงแดดจึงไม่มี คณาจารย์ที่นั่งริมกระจกจึงเดือนร้อนจากแสงสว่างและความร้อนเกินควร แต่ละคนก็แก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะตัวกันไปด้วยการหาวัสดุอื่นๆมาปิดกั้นแสงแดดและความร้อน
(4)กลิ่นเหม็นจากท่อระบายกลิ่นของระบบสุขา ในช่วงเดือนพฤศจิกายนคณาจารย์และบุคลากรที่อยู่ในชั้น 12 ได้รับความเดือนร้อนมากจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ อันเนื่องมาจากระบบระบายกลิ่นจากสุขาที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะระบบพัดลมมีปัญหา อีกทั้งปลายทางของกลิ่นอยู่ที่ชั้น 13 แต่ระบายออกไม่ดี จึงุสุมตัวไว้ที่ชั้น 12 แทน โดยเคลื่อนผ่านทางฝ้าเพดาน อาจารย์บางท่านบอกว่า เมื่อได้กลิ่นดังกล่าวเกือบจะอาเจียน
(5)ระบบน้ำประปาที่ไม่เอื้ออำนวยต่อเครื่องทำน้ำดื่มสะอาดที่มีอยู่ ทั้งๆที่มีเครื่องกรองน้ำสะอาดราคาแพงและสามารถทำน้ำร้อนได้ แต่ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากไม่มีการติดตั้งระบบประปารองรับเอาไว้ ส่งผลต่อการมีน้ำดื่มสะอาดค่อนข้างมากทีเดียว
(6)พื้นทางเดินในอาคารก่อนที่จะเข้าสู่สำนักงานที่ไม่เหมาะสมแก่การทำงาน เพราะมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตและเช็ดถูไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในสภาพเดิมๆหลังจากเทปูนเสร็จแล้ว ไม่ได้มีการขัดมันหรือปูกระเบื้องแต่อย่างใด ดังนั้น จึงมีฝุ่นซีเมนต์คอนกรีตกระจายทั่วไป ทุกครั้งที่เดินเข้าสำนักงานฝุ่นจะติดรองเท้าเข้าไปด้วยเสมอและกระจายอยู่ในระบบหมุนเวียนของอากาศในสำนักงานตลอดเวลา บั่นทอนต่อระบบทางเดินหายใจเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์หรือบุคลากรที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจจะบอกได้เลยสภาพอากาศแย่มาก
(7)ทางเดินเขาอาคารที่ยังมีสภาพเหมือน“เขตก่อสร้างห้ามเข้า” ไม่เหมาะสมที่จะให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตใช้สอย ทางเดินเข้าอาคารเดิมอยู่ในสภาพที่ไม่คำนึงถึงคนพิการและผู้สูงวัย เพราะอยู่ในภาวะ“ระหว่างก่อสร้าง” และมีวัสดุก่อสร้างวางเกะกะ มีหัวตะปูโผล่ขึ้นมาจากพื้นไม้เสี่ยงอันตรายมาก และทางเดินเดิมน่ากลัวมากในเวลาพลบค่ำ ขณะนี้ถูกยกเลิกไป และมีการทำทางเดินใหม่ชั่วคราวให้ผ่านด้านหลังองค์พระซึ่งค่อนข้างลับตาคน ดังนั้น อาจารย์หรือบุคลากรผู้หญิงที่ทำงานหลัง 6 โมงเย็นในสำนักงาน จึงอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอันตรายยิ่ง ทั้งเมื่อออกจากสำนักงานภายในอาคารและเมื่อออกจากอาคารเพื่อไปตามทางเดินใหม่
(8)ความไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งภายหลังเวลา 17.30 น. ในการอยู่ในอาคาร และเดินออกจากสำนักงานมาที่ลิฟท์เพื่อลงข้างล่าง และออกจากอาคารไปด้านนอก เพราะระบบไฟฟ้าไม่ได้ติดตั้งไว้อย่างสมบูรณ์ จึงใช้ดวงไฟเสียบปลั๊กชั่วคราว แสงสว่างไม่พียงพอ แต่ละชั้นที่ลิฟท์ผ่านมีพื้นที่เป็นมุมอับ ซอกมืด ห้องเล็กลับตาคน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมได้โดยไม่ยาก(แม้จะมี รปภ.ด้านล่างอาคารก็ตาม)
(9)ระบบการปิดประตูห้องทำงานรวม ไม่สามารถประกันความปลอดภัยในทรัพย์สินของบุคลากรได้ เนื่องจาก เมื่อบุคลากรออกจากห้องทำงานหมดแล้ว จะไม่มีการปิดล็อกประตูห้องแต่อย่าง ใด เพราะวิศวกรดูแลอาคารจะรับผิดชอบในส่วนนี้ ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีการล็อกประตู ความเสี่ยงในการเกิดการสูญหายจึงมีมากทีเดียว
สภาพปัญหา อุปสรรค และความคับข้องใจทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น มิได้เกิดจากความบกพร่องในการบริหารจัดการของคณะสังคมศาสตร์แต่อย่างใด หากแต่เกิดจากความบกพร่องในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ที่มิได้วางแผนเกี่ยวกับช่วงเวลาไว้อย่างดีพอในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุบอาคารสังคมศาสตร์ การเตรียมการก่อสร้างสำนักงานใหม่ของภาควิชาในอาคารใหม่ และการโยกย้ายคณาจารย์ไปยังอาคารใหม่ ที่กระผมกล่าวเช่นนี้ กระผมไม่ได้มีเจตนากล่าวหามหาวิทยาลัยให้เสียหายแต่อย่างใด หากแต่มีข้อเท็จจริงรองรับ ดังต่อไปนี้
(1)มหาวิทยาลัยเพิ่งว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อทุบอาคารสังคมศาสตร์ ในราวประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้เอง และมีช่วงสัญญาการทำงานประมาณ 190 วัน(น่าจะเสร็จไม่เกินเดือนมิถุนายน 2553 แต่เสร็จสิ้นในราวเดือนมกราคม 2553)
(2)มหาวิทยาลัยแจ้งคณะสังคมศาสตร์อย่างเป็นทางการ ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2551 (ผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้ว) เพื่อให้เตรียมเคลื่อนย้ายไปยังอาคารใหม่ในราวเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา โดยที่คณะสังคมศาสตร์ต้องไปจัดสร้างสำนักงานใหม่เองทั้งหมด ซึ่งต้องมีกระบวนการราชการในการออกแบบ การประมูล การดำเนินการ และการรับมอบงานที่ใช้เวลาตามระเบียบราชการ
(3)คณะสังคมศาสตร์สอบถามมหาวิทยาลัยเรื่องแผนการทุบตึก เกี่ยวกับช่วงเวลาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมการได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด บุคลากรของคณะทั้งหมดก็ไม่ได้รับการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการสื่อสารด้วยวาจาภายในคณะสังคมศาสตร์เป็นระยะๆว่าจะต้องมีการทุบตึกในเดือนเมษายน 2552 บ้าง เดือนมิถุนายน 2552 บ้าง เดือนสิงหาคม 2552 บ้าง และเดือนตุลาคม 2552 บ้าง จนในที่สุดจึงรู้ความจริงว่าเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 เพราะวิศวกรของบริษัทรับเหมาเป็นผู้แจ้งให้ทราบ
(4)ในประมาณวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2552 มีการดำเนินการรื้อหลังคากระเบื้องของอาคารสังคมศาสตร์ ชั้น 9 โดยที่ไม่มีมาตรการป้องกันด้านข้างและด้านล่างแต่อย่างใดเลย และไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุใดๆเกิดขึ้นแก่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตผู้สัญจรด้านล่างตามทางเดินเพื่อเข้าอาคารใหม่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความหละหลวมและไร้ประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ในการประสานงาน การติดตาม และการควบคุมการทำงานของบริษัทผู้รับเหมา ที่ไม่เป็นไปตาม TOR
จากข้อเท็จจริงที่กระผมนำเรียนมาข้างต้น จะเห็นได้ว่านับจากเดือนมีนาคม 2552 ที่อาคารใหม่สร้างเสร็จตามสัญญา จนถึงวันที่มหาวิทยาลัยว่าจ้างบริษัททุบอาคารสังคมศาสตร์ มีช่วงระยะเวลาห่างกันนานถึง 8 เดือน หากในช่วงนี้ มหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างจริงจังและอย่างใส่ใจ เพื่อให้การสร้างสำนักงานใหม่ของคณะสังคมศาสตร์ในอาคารใหม่ เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์สำหรับทุกภาควิชา ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2552 แล้ว เมื่อคณาจารย์และบุคลากรย้ายมายังอาคารใหม่ ห้องทำงานของคณาจารย์จะอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การใช้งาน และไม่เกิดปัญหาอุปสรรคหลายประการที่กล่าวมา เพราะไม่มีปัญหาเรื่องการติดตั้งลิฟท์ที่ส่งเสียงรบกวนดังมาก ไม่เกิดปัญหาฝุ่นจากการเจาะผนังอาคาร ไม่ต้องเดินผ่านพื้นอาคารที่ไม่เสร็จและมีฝุ่นซีเมนต์ รวมทั้งปัญหาความปลอดภัย และอื่นๆอีกหลายประการ และที่สำคัญก็คือ ในช่วงภาคการศึกษาที่ 1/2552 ที่ผ่านมา จะไม่เกิดภาวะฉุกละหุกเกินเหตุในการเก็บหนังสือใส่กล่องของคณาจารย์ และไม่เกิดภาวะนิสิตย้ายห้องเรียนไปยังอาคารอื่นๆที่เป็นปัญหา เพราะคณะสังคมศาสตร์สามารถวางแผนใช้อาคารเรียนทั้งอาคารได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะย้ายไปสู่อาคารใหม่ที่ห้องทำงานสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
สภาพการณ์ทั้งหมดที่กระผมนำเรียนมา อาจไม่ทำให้ท่านรองอธิการบดีเห็นถึงภาวะบีบค้นที่กระผมและคณาจารย์อื่นๆประสบอยู่ได้อย่างชัดเจนนัก กระผมจึงร้องขอให้ท่านรองอธิการบดีได้มาพิจารณาข้อเท็จจริงในลักษณะของการนำสืบ ณ สถานที่เกิดเหตุในช่วงเวลากลางวันและเวลาพลบค่ำด้วย(ประมาณ 6.00-6.30 น.) เพื่อจะได้เห็นถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง เพื่อร่วมกันหาทางเยียวยาที่เหมาะสมให้แก่กระผมและคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์อื่นๆด้วย
ดังนั้น หากท่านประสงค์ให้กระผมขนย้ายสิ่งของ ซึ่งส่วนใหญ่คือเอกสารวิชาการออกจากห้องทำงานเดิมของกระผมแล้ว กระผมขอความกรุณาให้ท่านได้จัดหาที่ที่เหมาะสมในการวางสิ่งของเหล่านั้นอย่างเป็นสัดเป็นส่วน ปลอดภัย และเอื้อต่อการทำงานทางวิชาการด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง หากไม่มีห้องทำงานที่เหมาะสมสำหรับการย้ายสิ่งของเพื่อการทำงานแล้ว กระผมไม่มีหนทางอื่นใดในการเก็บรักษาเพื่อใช้งานเอกสารเหล่านั้นได้เลย กระผมหวังว่ากระผมจะไม่ถูกกดดันโดยไม่เป็นธรรม จนเสมือนไปสู่หนทางตันที่ไม่มีทางออกในสถานการณ์เช่นนี้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(ดร.สุรพล จรรยากูล)
อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา
ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเงา มศว
ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา มศว:
ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ[1]
1.ความนำ
ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 2550 หน้า 7 ตีพิพม์บทความของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี หนึ่งในสามของกลุ่มราษฎรอาวุโส เรื่อง “เอาอนาคต มาดึงเราออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน” สำหรับผู้เขียนเองแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าบทความนี้เป็นบทความที่มีคุณค่ามาก ในการกระตุ้นความคิดและยั่วยุให้เกิดการกระทำตามมาอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้อ่าน หรือผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เหตุที่ผู้เขียนอ้างถึงบทความของอาจารย์ประเวศ ในฐานะเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนบทความนี้ มีเหตุจูงใจบางประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก ผู้เขียนนิยมและชื่นชอบผลงานด้านความคิด ของท่านอาจารย์ประเวศมาเป็นเวลานานพอสมควร ในฐานะที่อาจารย์ประเวศเป็นแพทย์ อาจารย์ประเวศได้นำเสนอบทวิเคราะห์ และบทวิพากษ์ปรากฏการณ์ทางสังคม ด้วยมุมมองและกระบวนทัศน์ที่แตกต่างไปจากนักสังคมศาสตร์จำนวนมากในวงวิชาการของไทย นอกจากนี้ อาจารย์ประเวศยังได้นำเสนอข้อเสนอแนะบนฐานคิดที่ลึกซึ้ง แต่ไม่ยากเกินกว่าจะปฏิบัติได้ ทั้งสำหรับปัจเจกบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือ แม้แต่สถาบันของรัฐ รวมไปถึงตัวรัฐบาลเองด้วย
ประการที่สอง ประเด็นหลักสำคัญประการหนึ่ง ที่อาจารย์ประเวศนำเสนอในบทความดังกล่าว ก็คือ เรื่องของการสานพลังสร้างสรรค์ขององค์การ เข้ากับเป้าหมายขององค์การ จนนำไปสู่ความสำเร็จที่ทุกฝ่ายพึงใจ
ประการที่สาม อาจารย์ประเวศดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิในสภา มศว ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของผู้เขียนโดยตรง ดังนั้น มิติด้านความเกี่ยวเนื่องทางความคิดของอาจารย์ประเวศที่มีต่อ มศว น่าจะเป็นมิติที่ควรพิจารณาให้ละเอียดต่อเนื่องกันไป จนเกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติตามมา
ประการที่สี่ กระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว ในฐานะผู้นำสูงสุดด้านการบริหารขององค์การ เพิ่งจะเสร็จสิ้นในวันที่ 1 มิถุนายน 2550 โดยสภา มศว มีมติเรียบร้อยแล้วในการรับรองบุคคลเป็นอธิการบดีของ มศว ในระยะ 4 ปีข้างหน้า
ประการที่ห้า อาจารย์ประเวศเป็นหนึ่งในเก้าของคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มศว
เหตุผล 5 ประการที่กล่าวมา กระตุ้นให้ผู้เขียนเกิดความอยากรู้ว่า ความคิดที่อาจารย์ประเวศเสนอไว้ในบทความดังกล่าว ช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ของ “การนำการปลี่ยนแปลง” ใน มศว ได้มากน้อยเพียงใด
2.วัตถุประสงค์ของบทความ
ผู้เขียนบทความนี้ ไม่มีเจตนาใดๆในทางร้ายกับอาจารย์ประเวศ แม้เพียงประการเดียว หากแต่บทความของอาจารย์ประเวศเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่กระตุ้นทางความคิดให้ผู้เขียนอยากแสวงหาคำตอบว่า
(1)ปรากฏการณ์ “การได้มาซึ่งผู้นำและการจัดทำวิสัยทัศน์ขององค์กร”ใน มศว เป็นเช่นไร และการมองผ่านกรอบคิดของอาจารย์ประเวศ ช่วยให้เห็นอะไรได้บ้างในกระบวนการดังกล่าวขององค์การ ซึ่งในที่นี้ คือ มศว
(2)ทิศทางข้างหน้าของ มศว น่าจะเป็นเช่นไร หากเราน้อมนำเอาข้อเสนอของอาจารย์ประเวศมาพิจารณาอย่างจริงจัง
3.ข้อคิดและข้อเสนอของอาจารย์ประเวศ
สิ่งที่อาจารย์ประเวศนำเสนอไว้เป็นข้อคิดที่มีคุณค่ามากมีหลายประการ ที่สำคัญยิ่งที่ผู้เขียนสามารถเห็นได้ชัด 2 ประการ มีดังต่อไปนี้
ประการแรก อาจารย์ประเวศ ชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของการพัฒนา เพราะการมุ่งประเด็นการพัฒนาไปที่การแก้ปัญหาเป็นการเฉพาะในลักษณะ “ทุ่มหรือหมกมุ่นจนหมดตัว” เพราะนอกจากจะ“ทำให้แก้ไขได้ยากหรือแก้ไขไม่ได้ และยิ่งแก้ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น เพราะคนที่เกี่ยวข้องจะโทษกันไปโทษกันมา”แล้ว ผลที่ตามมาก็คือ ภาวะของการ“ติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหา” และ“ติดอยู่กับวิกฤตการณ์อันเป็นปัญหาของอดีตและปัจจุบัน จนมองอนาคตไม่เห็น”
ประการที่สอง อาจารย์ประเวศต้องการวิพากษ์ทัศนะเดิมๆที่มองว่า “ประเทศไทยนั้นยากจน คนไทยเป็นคนไม่เก่ง เป็นคนไม่ดี ไม่มีทางพึ่งตนเองได้ ต้องพึ่งผู้อื่นอยู่ร่ำไป” อาจารย์ประเวศชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องของทรัพยากรและคน ซึ่งต้องการการพิจารณาด้วยจินตนาการใหม่และมุมมองใหม่
ในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยากรของประเทศนั้น อาจารย์ประเวศนำเสนอ ดังนี้
“มุมมองใหม่ ประเทศไทยร่ำรวยด้วยทรัพยากรหรือทุนต่างๆมากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางศาสนธรรมและอื่นๆ เกินพอที่จะ สร้างการมีอยู่มีกินสำหรับทุกคน และบ้านเมืองมีอนาคตได้ไม่ยาก ถ้าเรามีจิตนาการใหม่ร่วมกัน”
ในส่วนที่เกี่ยวกับคนก็เช่นเดียวกัน อาจารย์ประเวศนำเสนอแง่คิดที่ต่างออกไปจากเดิม โดยพิจารณาจากสิ่งที่เรียกว่าความรู้เป็นสำคัญ ดังนี้
“มุมมองใหม่ในเรื่องคน มุมมองเก่าคนไทยไม่เก่ง มีการศึกษาน้อย พัฒนาได้ยาก นั่นเกิดจากเรามองความรู้ประเภทเดียว คือความรู้ในตำรา ความรู้มี 2 ประเภท คือ ความรู้ในตำรากับความรู้ในตัวคน ความรู้ในตัวคน เช่น ความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยว ในการทำไร่ ทำนา ทำสวน ในการก่อสร้าง ในการทำมาค้าขาย ในการทำกับข้าว ในการเลี้ยงลูกฯลฯ ความรู้ในตัวคนเป็นความรู้ที่ฝังแน่น เพราะได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำมากับมือ เพราะความรู้ในตัวนี่แหละ แม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุดของลูกทุกคนโดยไม่คำนึงถึงการศึกษาของท่าน โยมแม่ของอาจารย์พุทธทาสไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แม่ของอาจารย์ป๋วยไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แต่เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของลูก
ความรู้ในตัวคนกับความรู้ในตำรามีความสำคัญทั้งคู่ แต่มีที่มาและความหมายต่างกัน ความรู้ในตัวคนมีฐานในวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม แต่ความรู้ในตำรามีฐานในวิทยาศาสตร์ ความรู้ในตำรามีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ แต่ความรู้ในตัวคน ทุกคนมี ถ้าเราเคารพเฉพาะความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีเกียรติ คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีความมั่นใจในตนเอง และรวมกันเป็นความไม่มั่นใจแห่งชาติ ชาติหมดกำลังลง
แต่ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน คนทุกคนจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความมั่นใจในตัวเอง รวมกันเป็นความมั่นใจแห่งชาติ คนไทยทั้งหมดจะเป็นพลังในการพลิกฟื้นแผ่นดิน และจะเปลี่ยนแนวทางการศึกษา และแนวทางการพัฒนาที่จะสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในเวลามิช้าเลย”
สำหรับในส่วนของข้อเสนอแนะนั้น อาจารย์ประเวศได้นำเสนอไว้อย่างกระทัดรัด ชัดเจน และตรงไปตรงมา ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อเสนอแนะที่สำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก อาจารย์ประเวศเสนอว่า “ควรจะใช้อนาคต มาดึงเราออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน”(ซึ่งคล้ายกับชื่อของบทความที่กล่าวถึงในตอนต้น) เพราะหากว่า“อนาคตยังไม่เกิด จะมีพลังมาฉุดเราออกจากปัจจุบันได้อย่างไร” อาจารย์ประเวศ อ้างอิงถ้อยคำของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก เพื่อสนับสนุนข้อคิดดังกล่าว ดังนี้
“อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะความรู้มีข้อจำกัดว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่จินตนาการไม่มีข้อจำกัด สามารถไปได้ไกลสูงสุด”
อาจารย์ประเวศย้ำว่า “จินตนาการไปในอนาคตให้แรง จะเกิดพลังฉุดมหาศาล ฉุดเราออกจากปลักอันหมักหมมของอดีตและปัจจุบัน” ที่เป็นดังนี้ เป็นเพราะว่า“การมีจินตนาการใหม่ มุมมองใหม่ ทำให้เรากล้าที่จะสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมที่จะทำให้เกิดพลังมหาศาลที่จะดึงเราไปในอนาคต”
ประการที่สอง จากข้อเสนอแนะเชิงฐานคิดดังที่เพิ่งกล่าวมาข้างต้น อาจารย์ประเวศมีข้อเสนอที่สืบเนื่องสำหรับการพัฒนาประเทศ ดังนี้ “การสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม คือการสร้างพลังมหาศาลในการเคลื่อนไปข้างหน้า” และในการนี้ สิ่งที่ควรต้องทำอย่างยิ่งก็คือ “เราควรพูดคุยสื่อสารกันทั้งแผ่นดิน เพื่อสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศไทย..... เป้าหมายและวิสัยทัศน์จะต้องสูงพอที่ทุกคนจะเห็นร่วมกันได้หมด เช่น ร่วมสร้างสังคมไทยที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสุข”
และเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขจริงๆ อาจารย์ประเวศเสนอแนะต่อไปอีกว่า การดำเนินการในการพัฒนาต่างๆในระดับประเทศ ควรเชื่อมโยงกับรากฐานที่สำคัญยิ่ง 3 ประการ กล่าวคือ (1)การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ (2)ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง และ (3)ความเป็นประชาสังคม เพราะทั้ง 3 เรื่องนี้ “เป็นรากฐานของความเป็นธรรม ประชาธิปไตย สันติภาพ และความร่มเย็นเป็นสุข”
อาจารย์ประเวศชี้ว่า การพัฒนาในอดีตไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่เชื่อมโยงกับรากฐานของความร่มเย็นเป็นสุข หากมีการเชื่อมโยงอย่างถูกต้อง สิ่งที่ตามมาก็คือ “ความงอกงามลงตัว ก็จะเกิดขึ้นโดยเร็ว” จุดเน้นของอาจารย์ประเวศในเรื่องนี้ ก็คือ
“สำหรับประเทศ เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในการเป็นผู้นำคนทั้งประเทศมาร่วมสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของประเทศ....และเมื่อคนไทยทั้งประเทศร่วมสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศ ประเทศไทยจะเกิดพลังมหาศาลหลุดจากวิกฤตการณ์ปัจุบัน ไปสู่อนาคตที่ร่มเย็นเป็นสุขโดยไม่ยากเลย”
ประการที่สาม ในระดับองค์การ อานิสงส์จากสิ่งที่อาจารย์ประเวศนำเสนอไว้มีความชัดเจนอย่างยิ่ง สิ่งนี้ก็คือ “การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี” เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ
“การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดีนั้นง่ายกว่าและทำให้รักกันมากขึ้น การทำสิ่งใหม่ที่ดี มีความสำเร็จง่ายกว่า เมื่อสำเร็จแล้วก็เกิดความปีติร่วมกัน ชื่นชมยินดีนร่วมกัน ทำให้รักและเชื่อถือไว้วางใจกัน(trust)
ความเชื่อถือไว้วางใจกันเป็นทุนสำหรับการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ทำอะไรๆสำเร็จได้ง่าย รวมทั้งสิ่งยากๆที่แก้ไม่ได้ท่ามกลางความไม่เชื่อถือไว้วางใจกัน
ความเชื่อถือไว้วางใจกันนี้ เงินเท่าไรๆก็ซื้อไม่ได้ แต่เกิดจากการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี การแก้ปัญหาเก่านั้น ทำให้สะดุ้ง หวาดกลัว หวั่นระแวง ไม่เชื่อถือไว้วางใจกัน หรือแตกแยกกันมากขึ้น และอาจนำไปสู่ความรุนแรง”
และที่สำคัญยิ่งก็คือ
“ถ้าเราทำโดยเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน โลกจะเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์ค่อนข้างจะฉับพลันทันที”
คงจะไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแต่ประการใด หากจะกล่าวว่า ในทัศนะของอาจารย์ประเวศแล้ว การรวมตัวกันดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับพลังสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ความรับผิดชอบ และการทำงานด้วยฉันทะ ดังที่เราสามารถจะเข้าใจได้อย่างไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย จากข้อความที่อาจารย์ประเวศเขียนไว้ ดังนี้
“องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะเกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล เมื่อมีการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมขององค์กร ประธานบริหารขององค์กร(ซีอีโอ)ต้องเป็นผู้นำให้สมาชิกขององค์กรสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม เมื่อสมาชิกได้มีส่วนร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ พฤติกรรมในองค์การจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้คนจะรักองค์กร รักกันเองและร่วมกันทำงาน โดยหัวหน้าไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช หัวหน้าไม่ได้มีหน้าที่จ้ำจี้จ้ำไช แต่มีหน้าที่นำให้เกิดการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม”
4.ชะโงกดูเงา มศว
วันที่ 27 มิถุนายน 2550 เป็นวันครบวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดี มศว ในขณะที่เขียนบทความนี้ อธิการบดี มศว คนเดิมทำหน้าที่รักษาราชการแทนอธิการบดี นับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2550 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม สภา มศว ได้มีมติรับรองอธิการบดี มศว คนเดิม เป็นอธิการบดี มศว ต่อไปในวาระที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 เพราะข้อบังคับมิได้ห้ามไว้
ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งก็คือ การเข้าสู่ตำแหน่งอธิการบดี มศว มีกระบวนการอย่างไร และกระบวนการดังกล่าวสามารถสร้างมิติใหม่ในการดึงเอาอนาคตของ มศว มาเป็นปัจจัยกระตุ้นพลังสร้างสรรค์ขององค์กร เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จด้วยความรักต่อองค์ และด้วยความรับผิดชอบอย่างมีสำนึก ได้หรือไม่
4.1 สาระสำคัญของกระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว
ใน พระราชบัญญัติ มศว ไม่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าหลักการหรือฐานคิดของการได้มาซึ่งอธิการบดี มศว มีอะไรบ้าง จึงเป็นอำนาจของสภา มศว ที่จะกำหนดเอาเองในข้อบังคับ มศว ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี ซึ่งฉบับปัจจุบันเป็นฉบับปี พ.ศ. 2546
สาระสำคัญของข้อบังคับนี้ เกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดี มศว ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของบทความนี้ มีดังต่อไปนี้
ประการแรก การได้มาซึ่งอธิการบดี มศว กระทำด้วยวิธีการเสนอชื่อเท่านั้น ห้ามดำเนินการด้วยวิธีการเลือกตั้งหรือการหยั่งเสียง
ประการที่สอง ก่อนวันหยั่งเสียง สภา มศว ตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อจัดทำ “วิสัยทัศน์ มศว ในระยะ 4 ปีข้างหน้า” ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของบุคลากร มศว ในส่วนราชการต่างๆ โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนที่คณะกรรมการสรรหาจะเริ่มดำเนินงาน
ประการที่สาม เมื่อคณะทำงานจัดทำ“ร่างวิสัยทัศน์ มศว” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำเสนอต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบ สำหรับใช้ประโยชน์อย่างน้อย 6 ด้าน คือ
(1)สภา มศว ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาเพื่อลงมติรับรองอธิการบดีคนใหม่ ในขั้นตอนสุดท้าย
(2)สภา มศว ใช้เป็นแนวทางในการกำกับ ติดตาม และประเมินการปฏิบัติภารกิจของอธิการบดีคนใหม่
(3)คณะกรรมการสรรหาใช้เป็นแนวทางในการพิจาณาคัดเลือกผู้เหมาะสม 1 ชื่อเป็นอธิการบดี เพื่อเสนอต่อสภา มศว
(4)คณะกรรมการประจำส่วนราชการ ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคัดเลือกผู้ถูกเสนอชื่อและจัดทำบัญชีรายชื่อไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา
(5)ผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ใช้เป็นแนวทางในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มศว
(6)ประชาคม มศว ทุกภาคส่วนใช้เป็นกรอบและแนวทางในการปฏิบัติงาน และติดตามความเป็นไปในการบริหารจัดการ มศว โดยรวม
ประการที่สี่ สภา มศว ดำเนินการเพื่อให้มีการจัดทำคุณลักษณะ 7 ประการ พร้อมเกณฑ์การให้น้ำหนัก เพื่อใช้ประโยชน์อย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้
(1)สภา มศว ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาเพื่อลงมติรับรองอธิการบดีคนใหม่ ในขั้นตอนสุดท้าย
(2)คณะกรรมการสรรหาใช้เป็นแนวทางในการพิจาณาคัดเลือกผู้เหมาะสม 1 ชื่อเป็นอธิการบดี เพื่อเสนอต่อสภา มศว
(3)คณะกรรมการประจำส่วนราชการ ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคัดเลือกผู้ถูกเสนอชื่อและจัดทำบัญชีรายชื่อไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา
(4)ผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ใช้เป็นแนวทางในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มศว
ประการที่ห้า ไม่มีการกำหนดให้ผู้เสนอชื่อได้รู้จัก หรือรับฟังแนวคิดในการบริหารงานของผู้ถูกเสนอชื่อเลยในระดับส่วนราชการ
ประการที่หก มีการกำหนดให้ผู้ถูกเสนอชื่อ ในบัญชีที่ส่วนราชการส่งไปยังคณะกรรมการสรรหา นำเสนอวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา เพื่อพิจารณาคัดเลือกให้เหลือเพียง 1 ชื่อ แต่ไม่มีการกำหนดให้ประชาคม มศว หรือสาธารณะได้มีโอกาสรับฟังการนำเสนอวิสัยทัศน์ในการบริหาร มศว ในอนาคต 4 ปีข้างหน้าดังกล่าว
สาระสำคัญทั้ง 6 ประการที่กล่าวมา เป็นกรอบที่จะช่วยให้เราสามารถพิจารณาได้ว่ากระบวนการได้มาซึ่งอธิการบดี มศว เป็นเงื่อนไขหรือปัจจัยที่สามารถช่วยหรือเอื้อให้เกิดการระดมพลังสร้างสรรค์ขององค์กร มศว เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด การตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน ต้องมาดูที่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอทีละประเด็นในหัวข้อถัดไป
4.2 ความจริงเชิงประจักษ์ในการได้มาซึ่งอธิการบดี มศว และการจัดทำวิสัยทัศน์ มศว
ผู้เขียนสามารถกล่าวได้อย่างไม่ผิดพลาดได้เลยว่า จนกระทั่งถึงวันที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้อยู่(10 กรกฎาคม 2550) มีบุคลากร มศว จำนวนไม่น้อย รวมทั้งนิสิตเกือบทั้งมหาวิทยาลัย ยังไม่ทราบว่ากระบวนการสรรหาอธิการดี มศว ได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหน อย่างไรแล้ว และอนาคตของ มศว จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อย ทราบจากสื่อมวลชนหลายแหล่ง และจากการสื่อสารระหว่างกันเองภายในองค์การว่า ศาลปกครองมีคำสั่งให้การสรรหาอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นโมฆะ พวกเขาทราบถึงการที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยสภามหาวิทยาลัย พวกเขาทราบความเคลื่อนไหว ของการได้มาซึ่งอธิการบดีคนใหม่ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และพวกเขาทราบว่าการสรรหาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนครพนม ดำเนินไปอย่างไร และผลเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
สถานการณ์ดังที่กล่าวมา ในกรณีของ มศว มิใช่เกิดจากความไม่ใส่ใจของบุคลากรเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว หากแต่เกิดจากโครงสร้างหรือกระบวนการ ในการดำเนินงานในการสรรหาอธิการบดี มศว ที่ไม่เอื้อต่อการรับรู้และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายเป็นสำคัญต่างหาก ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สำคัญ ในกระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว ที่ผ่านมา ซึ่งมีดังต่อไปนี้
ประการแรก ในการได้มาซึ่งคณะทำงานเพื่อจัดทำ“ร่างวิสัยทัศน์ มศว อนาคต 4 ปีข้างหน้า” ประชาคม มศว ในภาคส่วนต่างๆ มิได้มีส่วนในประการใดเลย ในการเสนอชื่อตัวแทนของพวกเขาเป็นกรรมการในคณะทำงาน จริงอยู่ แม้ว่าเป็นอำนาจของสภา มศว ที่จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ แต่ก็มิใช่ความเสียหายแต่ประการใด ที่จะให้โอกาสแก่ประชาคม มศว มีส่วนร่วมในเรื่องดังกล่าวมิใช่หรือ เพราะความเกี่ยวเนื่องต่อความสำเร็จในการจัดทำร่างวิสัยทัศน์ มศว ที่จะตามา เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ไม่ยาก ผู้เขียนไม่ทราบเหตุผลจริงๆว่า อะไรทำให้สภา มศว มองไม่เห็นความสำคัญของการมีตัวแทนประชาคม มศว อย่างหลากหลายในคณะทำงานชุดดังกล่าว
ประการที่สอง ขณะที่ข้อบังคับได้ระบุเงื่อนไขเวลาในการดำเนินการสำหรับคณะทำงานไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่สภา มศว แต่งตั้งคณะทำงานดังกล่าว ด้วยเงื่อนไขเวลาที่ไม่เอื้อให้คณะทำงานสามารถทำงานได้อย่างเปิดกว้าง ครอบคลุม และมีความหมายอย่างแท้จริง แม้สิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดตามข้อบังคับก็ตาม แต่เห็นได้ชัดเจนว่า การให้คุณค่าในเรื่องดังกล่าวมีน้อยเกินไป ไม่สมศักดิ์ศรีของคน มศว แต่อย่างใด จึงเป็นสิ่งที่น่าละอายใจอย่างยิ่ง
ประการที่สาม ลักษณะการดำเนินงานของคณะทำงาน หาได้มีนัยยะสำคัญที่สะท้อนถึงความเลื่อมใส ความศรัทธา และความจริงจังในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาคม มศว แต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้ เวลาระยะสั้นๆที่ใช้ในการส่งบันทึกไปและกลับระหว่างคณะทำงานและบุคลากร การสื่อสารที่ไม่ทั่วถึงและครอบคลุมอย่างได้ผล การนำเสนอ“ร่าง”ที่จัดทำไว้แล้ว เพื่อให้บุคลากรพิจารณา(อย่างไม่ทราบที่มาและที่ไป) โดยกระบวนการสื่อสารแบบปิด ทางเดียวและแนวดิ่งตามสายการบังคับบัญชา(one-way, close, vertical and hierarchical communication) เป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนและยืนยันว่า คณะทำงานดังกล่าว นอกจากจะใช้เวลาไม่เต็มที่อย่างที่ควรจะทำแล้ว ยังไม่ใส่ใจในสาระสำคัญของการสื่อสารเชิงปฏิสัมพันธ์แบบเปิด แนวราบ และมีส่วนร่วม(interactive, open, horizontal and participatory communication) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวด(critically significant factor)ในการจัดทำวิสัยทัศน์ในยุคสมัยปัจจุบันด้วย
ประการที่สี่ เมื่อคณะทำงานได้รับทราบข้อมูลย้อนกลับในวงจำกัด(limited feedback)จากบางส่วนของประชาคม มศว และนำไปปรับแก้ใน“ร่างวิสัยทัศน์”ของตนเองแล้ว แทนที่จะให้ประชาคม มศว มีโอกาสรับทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระตุ้นความสนใจและการมีส่วนร่วมในขั้นสุดท้าย ซึ่งจะส่งผลให้ประชาคมได้รับทราบว่าสาระสำคัญของวิสัยทัศน์มีอะไรบ้าง แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆเกิดขึ้นเลยระหว่างคณะทำงานกับประชาคม มศว ดังนั้น หากตั้งข้อสงสัยว่า คณะทำงานจัดทำร่างวิสัยทัศน์ด้วยตนเองทั้งหมด โดยประชาคม มศว ไม่มีส่วนอย่างสำคัญเลยแล้ว ก็เป็นการยากที่คณะทำงานจะหาเหตุผลที่ยอมรับได้มาอธิบายต่อประชาคม มศว
ประการที่ห้า เมื่อคณะทำงานนำเสนอร่างวิสัยทัศน์ต่อสภา มศว ได้มีข้อเสนอแนะบางประการจากสภา มศว ต่อร่างวิสัยทัศน์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีนำ“วิสัยทัศน์ มศว”เผยแพร่ต่อประชาคม มศว ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวยังมิได้มีการแก้ไขปรับปรุงใดๆเลยตามที่สภา มศว ให้ความเห็นไว้
ประการที่หก เมื่อคณะกรรมการสรรหาส่งเอกสาร“วิสัยทัศน์ มศว” พร้อมเกณฑ์คุณลักษณะ 7 ประการ ไปยังคณะกรรมการประจำส่วนราชการและบุคลากรของ มศว และผู้มิสิทธิเสนอชื่ออื่นๆ คณะกรรมการสรรหามิได้มีการสื่อสารที่เป็นจุดเน้นใดๆว่า เอกสาร 2 ประการนี้ เป็นข้อพิจารณาพื้นฐานในการเสนอชื่อบุคคล และเป็นกรอบในการคัดชื่อบุคคลออก ก่อนส่งรายชื่อไม่เกิน 3 คนไปยังคณะกรรมการสรรหา ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่เป็นประจักษ์ว่า ในการส่งรายชื่อให้แก่คณะกรรมการสรรหาในรอบแรกนั้น คณะกรรมการประจำส่วนราชการ ไม่ได้พิจารณาข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการและที่ได้รับการรับรองจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแต่อย่างใด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ถูกคัดชื่อออก ก็มิได้เป็นเพราะขาดคุณสมบัติแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะความถี่ในการถูกเสนอต่ำกว่าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการถูกเสนอมิใช่เกณฑ์พิจารณาตามข้อบังคับแต่อย่างใด ในประเด็นนี้ ผู้เขียนขอย้ำว่า มศว ใช้วิธี“การเสนอชื่อ” มิใช่“การเลือกตั้ง”หรือ“การหยั่งเสียง” ดังกรณีของการได้มาซึ่ง สส. หรือกรณีของอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามลำดับแต่อย่างใด
ประการที่เจ็ด ผู้ที่คณะกรรมการสรรหาคัดชื่อเอาไว้ 3 ท่านนั้น[2] ประชาคม มศว ไม่เคยรับทราบเลยว่า ท่านเหล่านั้นคิดและมีแนวทางในการทำงานเพื่อ มศว ใน 4 ปีข้างหน้า อย่างไรบ้าง ทั้งๆที่ 4 ปีข้างหน้านั้นเป็น 4 ปีที่กระทบต่อชีวิตการงานและชีวิตครอบครัวของสมาชิกประชาคม มศว รวมทั้งนิสิตจำนวนเรือนพันเรือนหมื่นเลยทีเดียว เพราะคณะกรรมการสรรหาไม่เปิดเวทีการนำเสนอวิสัยทัศน์ของทั้ง 3 ท่านให้ประชาคม มศว ได้รับทราบ ผู้เขียนทราบแต่เพียงว่า คณะกรรมการสรรหาต้องการให้เป็นความลับ จะด้วยเหตุผลใดไม่อาจทราบได้ แต่การที่ประชาคม มศว และสาธารณะจะได้รู้จักบุคคล ความคิด และจินตนาการของผู้ที่จะเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ที่มีชื่อเสียงเช่น มศว เป็นเรื่องเสียหายมากมายเชียวหรือ การได้รู้สึกภาคภูมิใจกับผู้ที่จะนำพาองค์การวิชาการ ไปสู่ความสำเร็จในการรับใช้สังคมและความเป็นเลิศทางวิชาการในอนาคต น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสร้างปิติให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมิใช่หรือ ผู้เขียนยังคงกังขากับประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อหันไปดูมหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยน้องใหม่ มีการประกาศชื่ออธิการบดีคนใหม่เรียบร้อยแล้วต่อสาธารณะ ผู้เขียนเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า การสรรหาอธิการบดี มศว ช่างดูเป็นสิ่งชอบกลเสียนี่กระไร
ประการที่แปด จนถึงบัดนี้ เลยเวลาเปิดเรียนปีการศึกษา 2550 มาแล้วกว่า 1 เดือน ประชาคม มศว ยังไม่ได้รับทราบอย่างเป็นทางการเลยว่า สภา มศว มีมติรับรองให้ใครเป็นอธิการบดี มศว คนต่อไป
5.ล้อ มศว ต่อจากอาจารย์ประเวศ
หากกล่าวอย่างรวบรัดแล้ว ข้อคิดและข้อเสนอแนะจากบทความของอาจารย์ประเวศ บอกเราว่า ผู้นำองค์การที่พึงประสงค์ในยุคสมัยปัจจุบัน คือผู้ที่สามารถโน้มนำให้สมาชิกองค์การทั้งมวล ร่วมกันระดมสรรพกำลังที่หลากหลาย เพื่อสร้างจินตนาการใหม่ สู่อนาคตแห่งความสำเร็จ บนพื้นฐานของสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน บนพื้นฐานของความรักที่มีต่อองค์การและต่อเพื่อนร่วมงาน
รูปธรรมที่สะท้อนถึงผู้นำดังกล่าว ก็คือ การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง(genuine participation) ซึ่งจะนำไปสู่การอุทิศตนของมวลสมาชิกขององค์การอย่างไม่ย่อหย่อน(endless devotion) จนบรรลุอนาคตที่ร่มเย็นเป็นสุขร่วมกัน
หากยึดเอาว่า บทความของอาจารย์ประเวศ ต้องการบอกให้ประชาคม มศว รับรู้ด้วยว่า วิสัยทัศน์ มศว ควรมาจากจินตนาการใหม่ของ ประชาคม มศว เป็นวิสัยทัศน์ที่เกิดจาการรวมตัวกันทำในสิ่งที่ดี เป็นวิสัยทัศน์ที่สะท้อนการสร้างพลังมหาศาล(มหาชนานุภาพ)ในการเคลื่อนไปข้างหน้า เป็นวิสัยทัศน์ที่เกิดจากพลังของอนาคต เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขทั่วทั้งองค์กร มศว แต่สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอมา ในประเด็นของการสรรหาอธิการบดีและการจัดทำวิสัยทัศน์ มศว กลับนำไปสู่ภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เป็นภาพลักษณ์ที่คล้ายจะล้อ มศว ว่า
(1)พลังสร้างสรรค์มหาศาลขององค์กร มศว ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของสมาชิกในองค์กร มศว(เพราะคณะผู้บริหาร มศว มีสติปัญญาเป็นเลิศเหนือกว่าทุกคนใน มศว อยู่แล้ว ????)
(2)สภา มศว หรือ ผู้บริหาร มศว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำให้สมาชิกขององค์การ มศว สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน(เพราะไม่มีกฎหมายใดๆกำหนดให้ต้องทำเช่นนั้นเลย จะเหนื่อยทำไปเพื่ออะไร ???)
(3)แม้จะให้สมาชิก มศว มีส่วนร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมแล้วก็ตาม พฤติกรรมองค์การของคน มศว ก็ไม่อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คน มศว ไม่จำเป็นต้องรักองค์กร มศว หรือรักกันเอง และร่วมกันทำงานเสมอไป อีกทั้งผู้บริหาร มศว ก็คงต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ร่ำไปนั่นเอง(เพราะคน มศว ไม่ได้ความมาแต่ไหนแต่ไร เห็นแก่ตัว คอยหนีงาน และแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวอยู่ล่ำไป ???)
(4)ไม่จำเป็นต้องให้คน มศว รวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี โดยเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคน มศว ทุกคน เพราะเป็นเรื่องยาก และเพราะเราไม่ต้องการเปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์แต่อย่างใด(เพราะคน มศว ให้ความสนใจเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เสียเมื่อไรเล่า เขาอยากอยู่ในนรกก็ช่างเขา ส่วนเรา คณะผู้บริหารอยู่สวรรค์กันต่อไปดีกว่า ???)
“จตุอัปลักษณ์”ที่ผู้เขียนล้อให้เห็น หาใช่สิ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นแต่อย่างใดไม่ และผู้เขียนเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความสุจริตใจว่า คน มศว ทั้งมวลก็ไม่อยากเห็นและไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นเดียวกัน แต่“จตุอัปลักษณ์”ดังกล่าว กลับกลายเป็นสิ่งที่ปรากฏจริงในลักษณะแอบแฝงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อมองผ่านกรอบคิด จากคุณูปการของบทความของอาจารย์ประเวศ ผู้เขียนนึกถึงถ้อยคำสมัยเด็กๆที่ชอบพูดกันว่า “เย้วๆ น่าไม่อาย” เวลาเราจะล้อเพื่อน คงถึงเวลาที่ผู้เขียนคงต้องล้อตนเองอีกครั้งหนึ่งว่า “เย้วๆ น่าไม่อาย อาจารย์ประเวศเตือนแล้ว ทำไมไม่ทำ”
6.เริ่มใหม่ยังไม่สาย
แม้สภาวะไม่พึงประสงค์(undesirable occurrences)หลายประการจะเกิดขึ้นแล้ว ทั้งในกระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว และในกระบวนการจัดทำวิสัยทัศน์ มศว ก็ตามที แต่ผู้เขียนคิดว่ายังไม่สายเกินแก้ ถ้าสายเกินแก้เสียแล้ว อาจารย์ประเวศคงไม่นำเสนอบทความดังกล่าวต่อสังคมไทย
เราจะเริ่มกันอย่างไรดี ผู้เขียนคิดว่า ข้อบังคับ มศว เป็นกลไกที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์หลายสิ่งที่เราต้องการ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องเริ่มจากสาระในข้อบังคับนั้นเอง โดยมีกระบวนการ ดังต่อไปนี้
(1)ประชาคม มศว หรือ สภา มศว ร่วมกันหรือเปิดโอกาส ให้เกิดการร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ และวิพากษ์ อย่างเปิดกว้างและครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง ในประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่างๆในข้อบังคับ ตามกรอบคิดในบทความของอาจารย์ประเวศ
(2)เปิดเวทีสาธารณะใน มศว เพื่อให้ประชาคม มศว ร่วมกันนำเสนอประเด็นแก้ไขปรับปรุง โดยให้มีการนำเสนอหลักการรองรับในแต่ละประเด็นที่แก้ไขอย่างชัดเจน
(3)เมื่อได้ข้อยุติในการถกเถียงในประเด็นต่างๆแล้ว นำเสนอต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาและแก้ไขข้อบังคับเก่า ให้สอดคล้องกับหลักคิดตามบทความของอาจารย์ประเวศ
จากขั้นตอนทั้ง 3 ที่กล่าวมา ข้อบังคับใหม่ที่แก้ไขแล้ว จึงมีฐานะเป็นผลผลิตร่วมของปัญญาร่วมของคน มศว(SWU common wisdom-based product)และจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในกิจการของ มศว ในอนาคตอย่างกระตือรือร้น อย่างมีความสุข และอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
7.บทสรุป
การได้มาซึ่งผู้นำของ มศว และการจัดทำวิสัยทัศน์ของ มศว เป็นกระบวนการแฝด(dual processes)ที่มีลักษณะปิดและปิดลับ(closed and secret) ซึ่งไม่เอื้อต่อการสร้างสรรค์องค์กร มศว(detrimental to organizational creativity)ในภาวะปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่กระบวนทัศน์ฐานอำนาจ(power-based paradigm)ดังกล่าว จะต้องปรับเปลี่ยนไปสู่กระบวนทัศน์ฐานปัญญา(wisdom-based paradigm)อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เกิดผู้นำ มศว และวิสัยทัศน์ มศว ที่มีลักษณะเปิดและโปร่งใส(open and transparent) ซึ่งยังไม่สายเกินไป และยังไม่ยากเกินการกระทำสำหรับประชาคม มศว ยุทธศาสตร์ทางปัญญาแบบมีส่วนร่วม(participatory wisdom strategy)คือคำตอบสำหรับความร่มเย็นเป็นสุขของประชาคม มศว และสังคมไทยโดยส่วนรวม
[1] ตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2550 ปอมท. เรื่อง “ทิศทางอุดมศึกษาไทย: จุดเปลี่ยนที่ท้าทาย” วันที่ 6-7 กันยายน 2550 ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ หลักสี่ กรุงเทพฯ หน้า 242-248
[2] ประเด็นนี้ ยังเป็นปัญหาแฝงเร้นอยู่ เพราะมิได้มีข้อบังคับใดๆที่ระบุว่า ให้คณะกรรมการสรรหาสามารถคัดเลือกไว้เพียง 3 ชื่ออย่างชัดเจน เพื่อให้มานำเสนอวิสัยทัศน์ ก่อนที่จะคัดเลือกให้เหลือเพียง 1 ชื่อ เพื่อเสนอต่อสภา มศว ดังเช่นกรณีของการสรรหานายกสภา มศว และกรรมการสภา มศว ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งข้อบังคับได้ระบุจำนวนที่ต้องคัดเลือกไว้ก่อนพิจารณาขั้นสุดท้ายอย่างชัดเจน ดังนั้น การที่คณะกรรมการสรรหากำหนดเอาเองว่า ต้องการคัดไว้ 3 ชื่อนั้น ย่อมกระทบต่อประโยชน์ของผู้ที่ถูกคัดออกก่อนอย่างแน่นอน
ล้อ มศว คิดต่อจากอาจารย์ประเวศ[1]
1.ความนำ
ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 2550 หน้า 7 ตีพิพม์บทความของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี หนึ่งในสามของกลุ่มราษฎรอาวุโส เรื่อง “เอาอนาคต มาดึงเราออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน” สำหรับผู้เขียนเองแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าบทความนี้เป็นบทความที่มีคุณค่ามาก ในการกระตุ้นความคิดและยั่วยุให้เกิดการกระทำตามมาอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้อ่าน หรือผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เหตุที่ผู้เขียนอ้างถึงบทความของอาจารย์ประเวศ ในฐานะเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนบทความนี้ มีเหตุจูงใจบางประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก ผู้เขียนนิยมและชื่นชอบผลงานด้านความคิด ของท่านอาจารย์ประเวศมาเป็นเวลานานพอสมควร ในฐานะที่อาจารย์ประเวศเป็นแพทย์ อาจารย์ประเวศได้นำเสนอบทวิเคราะห์ และบทวิพากษ์ปรากฏการณ์ทางสังคม ด้วยมุมมองและกระบวนทัศน์ที่แตกต่างไปจากนักสังคมศาสตร์จำนวนมากในวงวิชาการของไทย นอกจากนี้ อาจารย์ประเวศยังได้นำเสนอข้อเสนอแนะบนฐานคิดที่ลึกซึ้ง แต่ไม่ยากเกินกว่าจะปฏิบัติได้ ทั้งสำหรับปัจเจกบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือ แม้แต่สถาบันของรัฐ รวมไปถึงตัวรัฐบาลเองด้วย
ประการที่สอง ประเด็นหลักสำคัญประการหนึ่ง ที่อาจารย์ประเวศนำเสนอในบทความดังกล่าว ก็คือ เรื่องของการสานพลังสร้างสรรค์ขององค์การ เข้ากับเป้าหมายขององค์การ จนนำไปสู่ความสำเร็จที่ทุกฝ่ายพึงใจ
ประการที่สาม อาจารย์ประเวศดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิในสภา มศว ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของผู้เขียนโดยตรง ดังนั้น มิติด้านความเกี่ยวเนื่องทางความคิดของอาจารย์ประเวศที่มีต่อ มศว น่าจะเป็นมิติที่ควรพิจารณาให้ละเอียดต่อเนื่องกันไป จนเกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติตามมา
ประการที่สี่ กระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว ในฐานะผู้นำสูงสุดด้านการบริหารขององค์การ เพิ่งจะเสร็จสิ้นในวันที่ 1 มิถุนายน 2550 โดยสภา มศว มีมติเรียบร้อยแล้วในการรับรองบุคคลเป็นอธิการบดีของ มศว ในระยะ 4 ปีข้างหน้า
ประการที่ห้า อาจารย์ประเวศเป็นหนึ่งในเก้าของคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มศว
เหตุผล 5 ประการที่กล่าวมา กระตุ้นให้ผู้เขียนเกิดความอยากรู้ว่า ความคิดที่อาจารย์ประเวศเสนอไว้ในบทความดังกล่าว ช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ของ “การนำการปลี่ยนแปลง” ใน มศว ได้มากน้อยเพียงใด
2.วัตถุประสงค์ของบทความ
ผู้เขียนบทความนี้ ไม่มีเจตนาใดๆในทางร้ายกับอาจารย์ประเวศ แม้เพียงประการเดียว หากแต่บทความของอาจารย์ประเวศเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่กระตุ้นทางความคิดให้ผู้เขียนอยากแสวงหาคำตอบว่า
(1)ปรากฏการณ์ “การได้มาซึ่งผู้นำและการจัดทำวิสัยทัศน์ขององค์กร”ใน มศว เป็นเช่นไร และการมองผ่านกรอบคิดของอาจารย์ประเวศ ช่วยให้เห็นอะไรได้บ้างในกระบวนการดังกล่าวขององค์การ ซึ่งในที่นี้ คือ มศว
(2)ทิศทางข้างหน้าของ มศว น่าจะเป็นเช่นไร หากเราน้อมนำเอาข้อเสนอของอาจารย์ประเวศมาพิจารณาอย่างจริงจัง
3.ข้อคิดและข้อเสนอของอาจารย์ประเวศ
สิ่งที่อาจารย์ประเวศนำเสนอไว้เป็นข้อคิดที่มีคุณค่ามากมีหลายประการ ที่สำคัญยิ่งที่ผู้เขียนสามารถเห็นได้ชัด 2 ประการ มีดังต่อไปนี้
ประการแรก อาจารย์ประเวศ ชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของการพัฒนา เพราะการมุ่งประเด็นการพัฒนาไปที่การแก้ปัญหาเป็นการเฉพาะในลักษณะ “ทุ่มหรือหมกมุ่นจนหมดตัว” เพราะนอกจากจะ“ทำให้แก้ไขได้ยากหรือแก้ไขไม่ได้ และยิ่งแก้ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น เพราะคนที่เกี่ยวข้องจะโทษกันไปโทษกันมา”แล้ว ผลที่ตามมาก็คือ ภาวะของการ“ติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหา” และ“ติดอยู่กับวิกฤตการณ์อันเป็นปัญหาของอดีตและปัจจุบัน จนมองอนาคตไม่เห็น”
ประการที่สอง อาจารย์ประเวศต้องการวิพากษ์ทัศนะเดิมๆที่มองว่า “ประเทศไทยนั้นยากจน คนไทยเป็นคนไม่เก่ง เป็นคนไม่ดี ไม่มีทางพึ่งตนเองได้ ต้องพึ่งผู้อื่นอยู่ร่ำไป” อาจารย์ประเวศชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องของทรัพยากรและคน ซึ่งต้องการการพิจารณาด้วยจินตนาการใหม่และมุมมองใหม่
ในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยากรของประเทศนั้น อาจารย์ประเวศนำเสนอ ดังนี้
“มุมมองใหม่ ประเทศไทยร่ำรวยด้วยทรัพยากรหรือทุนต่างๆมากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางศาสนธรรมและอื่นๆ เกินพอที่จะ สร้างการมีอยู่มีกินสำหรับทุกคน และบ้านเมืองมีอนาคตได้ไม่ยาก ถ้าเรามีจิตนาการใหม่ร่วมกัน”
ในส่วนที่เกี่ยวกับคนก็เช่นเดียวกัน อาจารย์ประเวศนำเสนอแง่คิดที่ต่างออกไปจากเดิม โดยพิจารณาจากสิ่งที่เรียกว่าความรู้เป็นสำคัญ ดังนี้
“มุมมองใหม่ในเรื่องคน มุมมองเก่าคนไทยไม่เก่ง มีการศึกษาน้อย พัฒนาได้ยาก นั่นเกิดจากเรามองความรู้ประเภทเดียว คือความรู้ในตำรา ความรู้มี 2 ประเภท คือ ความรู้ในตำรากับความรู้ในตัวคน ความรู้ในตัวคน เช่น ความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยว ในการทำไร่ ทำนา ทำสวน ในการก่อสร้าง ในการทำมาค้าขาย ในการทำกับข้าว ในการเลี้ยงลูกฯลฯ ความรู้ในตัวคนเป็นความรู้ที่ฝังแน่น เพราะได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำมากับมือ เพราะความรู้ในตัวนี่แหละ แม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุดของลูกทุกคนโดยไม่คำนึงถึงการศึกษาของท่าน โยมแม่ของอาจารย์พุทธทาสไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แม่ของอาจารย์ป๋วยไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แต่เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของลูก
ความรู้ในตัวคนกับความรู้ในตำรามีความสำคัญทั้งคู่ แต่มีที่มาและความหมายต่างกัน ความรู้ในตัวคนมีฐานในวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม แต่ความรู้ในตำรามีฐานในวิทยาศาสตร์ ความรู้ในตำรามีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ แต่ความรู้ในตัวคน ทุกคนมี ถ้าเราเคารพเฉพาะความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีเกียรติ คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีความมั่นใจในตนเอง และรวมกันเป็นความไม่มั่นใจแห่งชาติ ชาติหมดกำลังลง
แต่ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน คนทุกคนจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความมั่นใจในตัวเอง รวมกันเป็นความมั่นใจแห่งชาติ คนไทยทั้งหมดจะเป็นพลังในการพลิกฟื้นแผ่นดิน และจะเปลี่ยนแนวทางการศึกษา และแนวทางการพัฒนาที่จะสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในเวลามิช้าเลย”
สำหรับในส่วนของข้อเสนอแนะนั้น อาจารย์ประเวศได้นำเสนอไว้อย่างกระทัดรัด ชัดเจน และตรงไปตรงมา ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อเสนอแนะที่สำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก อาจารย์ประเวศเสนอว่า “ควรจะใช้อนาคต มาดึงเราออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน”(ซึ่งคล้ายกับชื่อของบทความที่กล่าวถึงในตอนต้น) เพราะหากว่า“อนาคตยังไม่เกิด จะมีพลังมาฉุดเราออกจากปัจจุบันได้อย่างไร” อาจารย์ประเวศ อ้างอิงถ้อยคำของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก เพื่อสนับสนุนข้อคิดดังกล่าว ดังนี้
“อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะความรู้มีข้อจำกัดว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่จินตนาการไม่มีข้อจำกัด สามารถไปได้ไกลสูงสุด”
อาจารย์ประเวศย้ำว่า “จินตนาการไปในอนาคตให้แรง จะเกิดพลังฉุดมหาศาล ฉุดเราออกจากปลักอันหมักหมมของอดีตและปัจจุบัน” ที่เป็นดังนี้ เป็นเพราะว่า“การมีจินตนาการใหม่ มุมมองใหม่ ทำให้เรากล้าที่จะสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมที่จะทำให้เกิดพลังมหาศาลที่จะดึงเราไปในอนาคต”
ประการที่สอง จากข้อเสนอแนะเชิงฐานคิดดังที่เพิ่งกล่าวมาข้างต้น อาจารย์ประเวศมีข้อเสนอที่สืบเนื่องสำหรับการพัฒนาประเทศ ดังนี้ “การสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม คือการสร้างพลังมหาศาลในการเคลื่อนไปข้างหน้า” และในการนี้ สิ่งที่ควรต้องทำอย่างยิ่งก็คือ “เราควรพูดคุยสื่อสารกันทั้งแผ่นดิน เพื่อสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศไทย..... เป้าหมายและวิสัยทัศน์จะต้องสูงพอที่ทุกคนจะเห็นร่วมกันได้หมด เช่น ร่วมสร้างสังคมไทยที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสุข”
และเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขจริงๆ อาจารย์ประเวศเสนอแนะต่อไปอีกว่า การดำเนินการในการพัฒนาต่างๆในระดับประเทศ ควรเชื่อมโยงกับรากฐานที่สำคัญยิ่ง 3 ประการ กล่าวคือ (1)การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ (2)ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง และ (3)ความเป็นประชาสังคม เพราะทั้ง 3 เรื่องนี้ “เป็นรากฐานของความเป็นธรรม ประชาธิปไตย สันติภาพ และความร่มเย็นเป็นสุข”
อาจารย์ประเวศชี้ว่า การพัฒนาในอดีตไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่เชื่อมโยงกับรากฐานของความร่มเย็นเป็นสุข หากมีการเชื่อมโยงอย่างถูกต้อง สิ่งที่ตามมาก็คือ “ความงอกงามลงตัว ก็จะเกิดขึ้นโดยเร็ว” จุดเน้นของอาจารย์ประเวศในเรื่องนี้ ก็คือ
“สำหรับประเทศ เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในการเป็นผู้นำคนทั้งประเทศมาร่วมสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของประเทศ....และเมื่อคนไทยทั้งประเทศร่วมสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศ ประเทศไทยจะเกิดพลังมหาศาลหลุดจากวิกฤตการณ์ปัจุบัน ไปสู่อนาคตที่ร่มเย็นเป็นสุขโดยไม่ยากเลย”
ประการที่สาม ในระดับองค์การ อานิสงส์จากสิ่งที่อาจารย์ประเวศนำเสนอไว้มีความชัดเจนอย่างยิ่ง สิ่งนี้ก็คือ “การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี” เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ
“การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดีนั้นง่ายกว่าและทำให้รักกันมากขึ้น การทำสิ่งใหม่ที่ดี มีความสำเร็จง่ายกว่า เมื่อสำเร็จแล้วก็เกิดความปีติร่วมกัน ชื่นชมยินดีนร่วมกัน ทำให้รักและเชื่อถือไว้วางใจกัน(trust)
ความเชื่อถือไว้วางใจกันเป็นทุนสำหรับการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ทำอะไรๆสำเร็จได้ง่าย รวมทั้งสิ่งยากๆที่แก้ไม่ได้ท่ามกลางความไม่เชื่อถือไว้วางใจกัน
ความเชื่อถือไว้วางใจกันนี้ เงินเท่าไรๆก็ซื้อไม่ได้ แต่เกิดจากการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี การแก้ปัญหาเก่านั้น ทำให้สะดุ้ง หวาดกลัว หวั่นระแวง ไม่เชื่อถือไว้วางใจกัน หรือแตกแยกกันมากขึ้น และอาจนำไปสู่ความรุนแรง”
และที่สำคัญยิ่งก็คือ
“ถ้าเราทำโดยเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน โลกจะเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์ค่อนข้างจะฉับพลันทันที”
คงจะไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแต่ประการใด หากจะกล่าวว่า ในทัศนะของอาจารย์ประเวศแล้ว การรวมตัวกันดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับพลังสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ความรับผิดชอบ และการทำงานด้วยฉันทะ ดังที่เราสามารถจะเข้าใจได้อย่างไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย จากข้อความที่อาจารย์ประเวศเขียนไว้ ดังนี้
“องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะเกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล เมื่อมีการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมขององค์กร ประธานบริหารขององค์กร(ซีอีโอ)ต้องเป็นผู้นำให้สมาชิกขององค์กรสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม เมื่อสมาชิกได้มีส่วนร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ พฤติกรรมในองค์การจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้คนจะรักองค์กร รักกันเองและร่วมกันทำงาน โดยหัวหน้าไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช หัวหน้าไม่ได้มีหน้าที่จ้ำจี้จ้ำไช แต่มีหน้าที่นำให้เกิดการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม”
4.ชะโงกดูเงา มศว
วันที่ 27 มิถุนายน 2550 เป็นวันครบวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดี มศว ในขณะที่เขียนบทความนี้ อธิการบดี มศว คนเดิมทำหน้าที่รักษาราชการแทนอธิการบดี นับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2550 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม สภา มศว ได้มีมติรับรองอธิการบดี มศว คนเดิม เป็นอธิการบดี มศว ต่อไปในวาระที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 เพราะข้อบังคับมิได้ห้ามไว้
ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งก็คือ การเข้าสู่ตำแหน่งอธิการบดี มศว มีกระบวนการอย่างไร และกระบวนการดังกล่าวสามารถสร้างมิติใหม่ในการดึงเอาอนาคตของ มศว มาเป็นปัจจัยกระตุ้นพลังสร้างสรรค์ขององค์กร เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จด้วยความรักต่อองค์ และด้วยความรับผิดชอบอย่างมีสำนึก ได้หรือไม่
4.1 สาระสำคัญของกระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว
ใน พระราชบัญญัติ มศว ไม่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าหลักการหรือฐานคิดของการได้มาซึ่งอธิการบดี มศว มีอะไรบ้าง จึงเป็นอำนาจของสภา มศว ที่จะกำหนดเอาเองในข้อบังคับ มศว ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี ซึ่งฉบับปัจจุบันเป็นฉบับปี พ.ศ. 2546
สาระสำคัญของข้อบังคับนี้ เกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดี มศว ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของบทความนี้ มีดังต่อไปนี้
ประการแรก การได้มาซึ่งอธิการบดี มศว กระทำด้วยวิธีการเสนอชื่อเท่านั้น ห้ามดำเนินการด้วยวิธีการเลือกตั้งหรือการหยั่งเสียง
ประการที่สอง ก่อนวันหยั่งเสียง สภา มศว ตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อจัดทำ “วิสัยทัศน์ มศว ในระยะ 4 ปีข้างหน้า” ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของบุคลากร มศว ในส่วนราชการต่างๆ โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนที่คณะกรรมการสรรหาจะเริ่มดำเนินงาน
ประการที่สาม เมื่อคณะทำงานจัดทำ“ร่างวิสัยทัศน์ มศว” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำเสนอต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบ สำหรับใช้ประโยชน์อย่างน้อย 6 ด้าน คือ
(1)สภา มศว ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาเพื่อลงมติรับรองอธิการบดีคนใหม่ ในขั้นตอนสุดท้าย
(2)สภา มศว ใช้เป็นแนวทางในการกำกับ ติดตาม และประเมินการปฏิบัติภารกิจของอธิการบดีคนใหม่
(3)คณะกรรมการสรรหาใช้เป็นแนวทางในการพิจาณาคัดเลือกผู้เหมาะสม 1 ชื่อเป็นอธิการบดี เพื่อเสนอต่อสภา มศว
(4)คณะกรรมการประจำส่วนราชการ ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคัดเลือกผู้ถูกเสนอชื่อและจัดทำบัญชีรายชื่อไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา
(5)ผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ใช้เป็นแนวทางในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มศว
(6)ประชาคม มศว ทุกภาคส่วนใช้เป็นกรอบและแนวทางในการปฏิบัติงาน และติดตามความเป็นไปในการบริหารจัดการ มศว โดยรวม
ประการที่สี่ สภา มศว ดำเนินการเพื่อให้มีการจัดทำคุณลักษณะ 7 ประการ พร้อมเกณฑ์การให้น้ำหนัก เพื่อใช้ประโยชน์อย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้
(1)สภา มศว ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาเพื่อลงมติรับรองอธิการบดีคนใหม่ ในขั้นตอนสุดท้าย
(2)คณะกรรมการสรรหาใช้เป็นแนวทางในการพิจาณาคัดเลือกผู้เหมาะสม 1 ชื่อเป็นอธิการบดี เพื่อเสนอต่อสภา มศว
(3)คณะกรรมการประจำส่วนราชการ ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคัดเลือกผู้ถูกเสนอชื่อและจัดทำบัญชีรายชื่อไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา
(4)ผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ใช้เป็นแนวทางในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มศว
ประการที่ห้า ไม่มีการกำหนดให้ผู้เสนอชื่อได้รู้จัก หรือรับฟังแนวคิดในการบริหารงานของผู้ถูกเสนอชื่อเลยในระดับส่วนราชการ
ประการที่หก มีการกำหนดให้ผู้ถูกเสนอชื่อ ในบัญชีที่ส่วนราชการส่งไปยังคณะกรรมการสรรหา นำเสนอวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา เพื่อพิจารณาคัดเลือกให้เหลือเพียง 1 ชื่อ แต่ไม่มีการกำหนดให้ประชาคม มศว หรือสาธารณะได้มีโอกาสรับฟังการนำเสนอวิสัยทัศน์ในการบริหาร มศว ในอนาคต 4 ปีข้างหน้าดังกล่าว
สาระสำคัญทั้ง 6 ประการที่กล่าวมา เป็นกรอบที่จะช่วยให้เราสามารถพิจารณาได้ว่ากระบวนการได้มาซึ่งอธิการบดี มศว เป็นเงื่อนไขหรือปัจจัยที่สามารถช่วยหรือเอื้อให้เกิดการระดมพลังสร้างสรรค์ขององค์กร มศว เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด การตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน ต้องมาดูที่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอทีละประเด็นในหัวข้อถัดไป
4.2 ความจริงเชิงประจักษ์ในการได้มาซึ่งอธิการบดี มศว และการจัดทำวิสัยทัศน์ มศว
ผู้เขียนสามารถกล่าวได้อย่างไม่ผิดพลาดได้เลยว่า จนกระทั่งถึงวันที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้อยู่(10 กรกฎาคม 2550) มีบุคลากร มศว จำนวนไม่น้อย รวมทั้งนิสิตเกือบทั้งมหาวิทยาลัย ยังไม่ทราบว่ากระบวนการสรรหาอธิการดี มศว ได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหน อย่างไรแล้ว และอนาคตของ มศว จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อย ทราบจากสื่อมวลชนหลายแหล่ง และจากการสื่อสารระหว่างกันเองภายในองค์การว่า ศาลปกครองมีคำสั่งให้การสรรหาอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นโมฆะ พวกเขาทราบถึงการที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยสภามหาวิทยาลัย พวกเขาทราบความเคลื่อนไหว ของการได้มาซึ่งอธิการบดีคนใหม่ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และพวกเขาทราบว่าการสรรหาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนครพนม ดำเนินไปอย่างไร และผลเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
สถานการณ์ดังที่กล่าวมา ในกรณีของ มศว มิใช่เกิดจากความไม่ใส่ใจของบุคลากรเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว หากแต่เกิดจากโครงสร้างหรือกระบวนการ ในการดำเนินงานในการสรรหาอธิการบดี มศว ที่ไม่เอื้อต่อการรับรู้และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายเป็นสำคัญต่างหาก ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สำคัญ ในกระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว ที่ผ่านมา ซึ่งมีดังต่อไปนี้
ประการแรก ในการได้มาซึ่งคณะทำงานเพื่อจัดทำ“ร่างวิสัยทัศน์ มศว อนาคต 4 ปีข้างหน้า” ประชาคม มศว ในภาคส่วนต่างๆ มิได้มีส่วนในประการใดเลย ในการเสนอชื่อตัวแทนของพวกเขาเป็นกรรมการในคณะทำงาน จริงอยู่ แม้ว่าเป็นอำนาจของสภา มศว ที่จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ แต่ก็มิใช่ความเสียหายแต่ประการใด ที่จะให้โอกาสแก่ประชาคม มศว มีส่วนร่วมในเรื่องดังกล่าวมิใช่หรือ เพราะความเกี่ยวเนื่องต่อความสำเร็จในการจัดทำร่างวิสัยทัศน์ มศว ที่จะตามา เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ไม่ยาก ผู้เขียนไม่ทราบเหตุผลจริงๆว่า อะไรทำให้สภา มศว มองไม่เห็นความสำคัญของการมีตัวแทนประชาคม มศว อย่างหลากหลายในคณะทำงานชุดดังกล่าว
ประการที่สอง ขณะที่ข้อบังคับได้ระบุเงื่อนไขเวลาในการดำเนินการสำหรับคณะทำงานไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่สภา มศว แต่งตั้งคณะทำงานดังกล่าว ด้วยเงื่อนไขเวลาที่ไม่เอื้อให้คณะทำงานสามารถทำงานได้อย่างเปิดกว้าง ครอบคลุม และมีความหมายอย่างแท้จริง แม้สิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดตามข้อบังคับก็ตาม แต่เห็นได้ชัดเจนว่า การให้คุณค่าในเรื่องดังกล่าวมีน้อยเกินไป ไม่สมศักดิ์ศรีของคน มศว แต่อย่างใด จึงเป็นสิ่งที่น่าละอายใจอย่างยิ่ง
ประการที่สาม ลักษณะการดำเนินงานของคณะทำงาน หาได้มีนัยยะสำคัญที่สะท้อนถึงความเลื่อมใส ความศรัทธา และความจริงจังในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาคม มศว แต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้ เวลาระยะสั้นๆที่ใช้ในการส่งบันทึกไปและกลับระหว่างคณะทำงานและบุคลากร การสื่อสารที่ไม่ทั่วถึงและครอบคลุมอย่างได้ผล การนำเสนอ“ร่าง”ที่จัดทำไว้แล้ว เพื่อให้บุคลากรพิจารณา(อย่างไม่ทราบที่มาและที่ไป) โดยกระบวนการสื่อสารแบบปิด ทางเดียวและแนวดิ่งตามสายการบังคับบัญชา(one-way, close, vertical and hierarchical communication) เป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนและยืนยันว่า คณะทำงานดังกล่าว นอกจากจะใช้เวลาไม่เต็มที่อย่างที่ควรจะทำแล้ว ยังไม่ใส่ใจในสาระสำคัญของการสื่อสารเชิงปฏิสัมพันธ์แบบเปิด แนวราบ และมีส่วนร่วม(interactive, open, horizontal and participatory communication) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวด(critically significant factor)ในการจัดทำวิสัยทัศน์ในยุคสมัยปัจจุบันด้วย
ประการที่สี่ เมื่อคณะทำงานได้รับทราบข้อมูลย้อนกลับในวงจำกัด(limited feedback)จากบางส่วนของประชาคม มศว และนำไปปรับแก้ใน“ร่างวิสัยทัศน์”ของตนเองแล้ว แทนที่จะให้ประชาคม มศว มีโอกาสรับทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระตุ้นความสนใจและการมีส่วนร่วมในขั้นสุดท้าย ซึ่งจะส่งผลให้ประชาคมได้รับทราบว่าสาระสำคัญของวิสัยทัศน์มีอะไรบ้าง แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆเกิดขึ้นเลยระหว่างคณะทำงานกับประชาคม มศว ดังนั้น หากตั้งข้อสงสัยว่า คณะทำงานจัดทำร่างวิสัยทัศน์ด้วยตนเองทั้งหมด โดยประชาคม มศว ไม่มีส่วนอย่างสำคัญเลยแล้ว ก็เป็นการยากที่คณะทำงานจะหาเหตุผลที่ยอมรับได้มาอธิบายต่อประชาคม มศว
ประการที่ห้า เมื่อคณะทำงานนำเสนอร่างวิสัยทัศน์ต่อสภา มศว ได้มีข้อเสนอแนะบางประการจากสภา มศว ต่อร่างวิสัยทัศน์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีนำ“วิสัยทัศน์ มศว”เผยแพร่ต่อประชาคม มศว ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวยังมิได้มีการแก้ไขปรับปรุงใดๆเลยตามที่สภา มศว ให้ความเห็นไว้
ประการที่หก เมื่อคณะกรรมการสรรหาส่งเอกสาร“วิสัยทัศน์ มศว” พร้อมเกณฑ์คุณลักษณะ 7 ประการ ไปยังคณะกรรมการประจำส่วนราชการและบุคลากรของ มศว และผู้มิสิทธิเสนอชื่ออื่นๆ คณะกรรมการสรรหามิได้มีการสื่อสารที่เป็นจุดเน้นใดๆว่า เอกสาร 2 ประการนี้ เป็นข้อพิจารณาพื้นฐานในการเสนอชื่อบุคคล และเป็นกรอบในการคัดชื่อบุคคลออก ก่อนส่งรายชื่อไม่เกิน 3 คนไปยังคณะกรรมการสรรหา ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่เป็นประจักษ์ว่า ในการส่งรายชื่อให้แก่คณะกรรมการสรรหาในรอบแรกนั้น คณะกรรมการประจำส่วนราชการ ไม่ได้พิจารณาข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการและที่ได้รับการรับรองจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแต่อย่างใด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ถูกคัดชื่อออก ก็มิได้เป็นเพราะขาดคุณสมบัติแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะความถี่ในการถูกเสนอต่ำกว่าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการถูกเสนอมิใช่เกณฑ์พิจารณาตามข้อบังคับแต่อย่างใด ในประเด็นนี้ ผู้เขียนขอย้ำว่า มศว ใช้วิธี“การเสนอชื่อ” มิใช่“การเลือกตั้ง”หรือ“การหยั่งเสียง” ดังกรณีของการได้มาซึ่ง สส. หรือกรณีของอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามลำดับแต่อย่างใด
ประการที่เจ็ด ผู้ที่คณะกรรมการสรรหาคัดชื่อเอาไว้ 3 ท่านนั้น[2] ประชาคม มศว ไม่เคยรับทราบเลยว่า ท่านเหล่านั้นคิดและมีแนวทางในการทำงานเพื่อ มศว ใน 4 ปีข้างหน้า อย่างไรบ้าง ทั้งๆที่ 4 ปีข้างหน้านั้นเป็น 4 ปีที่กระทบต่อชีวิตการงานและชีวิตครอบครัวของสมาชิกประชาคม มศว รวมทั้งนิสิตจำนวนเรือนพันเรือนหมื่นเลยทีเดียว เพราะคณะกรรมการสรรหาไม่เปิดเวทีการนำเสนอวิสัยทัศน์ของทั้ง 3 ท่านให้ประชาคม มศว ได้รับทราบ ผู้เขียนทราบแต่เพียงว่า คณะกรรมการสรรหาต้องการให้เป็นความลับ จะด้วยเหตุผลใดไม่อาจทราบได้ แต่การที่ประชาคม มศว และสาธารณะจะได้รู้จักบุคคล ความคิด และจินตนาการของผู้ที่จะเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ที่มีชื่อเสียงเช่น มศว เป็นเรื่องเสียหายมากมายเชียวหรือ การได้รู้สึกภาคภูมิใจกับผู้ที่จะนำพาองค์การวิชาการ ไปสู่ความสำเร็จในการรับใช้สังคมและความเป็นเลิศทางวิชาการในอนาคต น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสร้างปิติให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมิใช่หรือ ผู้เขียนยังคงกังขากับประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อหันไปดูมหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยน้องใหม่ มีการประกาศชื่ออธิการบดีคนใหม่เรียบร้อยแล้วต่อสาธารณะ ผู้เขียนเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า การสรรหาอธิการบดี มศว ช่างดูเป็นสิ่งชอบกลเสียนี่กระไร
ประการที่แปด จนถึงบัดนี้ เลยเวลาเปิดเรียนปีการศึกษา 2550 มาแล้วกว่า 1 เดือน ประชาคม มศว ยังไม่ได้รับทราบอย่างเป็นทางการเลยว่า สภา มศว มีมติรับรองให้ใครเป็นอธิการบดี มศว คนต่อไป
5.ล้อ มศว ต่อจากอาจารย์ประเวศ
หากกล่าวอย่างรวบรัดแล้ว ข้อคิดและข้อเสนอแนะจากบทความของอาจารย์ประเวศ บอกเราว่า ผู้นำองค์การที่พึงประสงค์ในยุคสมัยปัจจุบัน คือผู้ที่สามารถโน้มนำให้สมาชิกองค์การทั้งมวล ร่วมกันระดมสรรพกำลังที่หลากหลาย เพื่อสร้างจินตนาการใหม่ สู่อนาคตแห่งความสำเร็จ บนพื้นฐานของสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน บนพื้นฐานของความรักที่มีต่อองค์การและต่อเพื่อนร่วมงาน
รูปธรรมที่สะท้อนถึงผู้นำดังกล่าว ก็คือ การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง(genuine participation) ซึ่งจะนำไปสู่การอุทิศตนของมวลสมาชิกขององค์การอย่างไม่ย่อหย่อน(endless devotion) จนบรรลุอนาคตที่ร่มเย็นเป็นสุขร่วมกัน
หากยึดเอาว่า บทความของอาจารย์ประเวศ ต้องการบอกให้ประชาคม มศว รับรู้ด้วยว่า วิสัยทัศน์ มศว ควรมาจากจินตนาการใหม่ของ ประชาคม มศว เป็นวิสัยทัศน์ที่เกิดจาการรวมตัวกันทำในสิ่งที่ดี เป็นวิสัยทัศน์ที่สะท้อนการสร้างพลังมหาศาล(มหาชนานุภาพ)ในการเคลื่อนไปข้างหน้า เป็นวิสัยทัศน์ที่เกิดจากพลังของอนาคต เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขทั่วทั้งองค์กร มศว แต่สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอมา ในประเด็นของการสรรหาอธิการบดีและการจัดทำวิสัยทัศน์ มศว กลับนำไปสู่ภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เป็นภาพลักษณ์ที่คล้ายจะล้อ มศว ว่า
(1)พลังสร้างสรรค์มหาศาลขององค์กร มศว ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของสมาชิกในองค์กร มศว(เพราะคณะผู้บริหาร มศว มีสติปัญญาเป็นเลิศเหนือกว่าทุกคนใน มศว อยู่แล้ว ????)
(2)สภา มศว หรือ ผู้บริหาร มศว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำให้สมาชิกขององค์การ มศว สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน(เพราะไม่มีกฎหมายใดๆกำหนดให้ต้องทำเช่นนั้นเลย จะเหนื่อยทำไปเพื่ออะไร ???)
(3)แม้จะให้สมาชิก มศว มีส่วนร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมแล้วก็ตาม พฤติกรรมองค์การของคน มศว ก็ไม่อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คน มศว ไม่จำเป็นต้องรักองค์กร มศว หรือรักกันเอง และร่วมกันทำงานเสมอไป อีกทั้งผู้บริหาร มศว ก็คงต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ร่ำไปนั่นเอง(เพราะคน มศว ไม่ได้ความมาแต่ไหนแต่ไร เห็นแก่ตัว คอยหนีงาน และแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวอยู่ล่ำไป ???)
(4)ไม่จำเป็นต้องให้คน มศว รวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี โดยเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคน มศว ทุกคน เพราะเป็นเรื่องยาก และเพราะเราไม่ต้องการเปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์แต่อย่างใด(เพราะคน มศว ให้ความสนใจเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เสียเมื่อไรเล่า เขาอยากอยู่ในนรกก็ช่างเขา ส่วนเรา คณะผู้บริหารอยู่สวรรค์กันต่อไปดีกว่า ???)
“จตุอัปลักษณ์”ที่ผู้เขียนล้อให้เห็น หาใช่สิ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นแต่อย่างใดไม่ และผู้เขียนเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความสุจริตใจว่า คน มศว ทั้งมวลก็ไม่อยากเห็นและไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นเดียวกัน แต่“จตุอัปลักษณ์”ดังกล่าว กลับกลายเป็นสิ่งที่ปรากฏจริงในลักษณะแอบแฝงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อมองผ่านกรอบคิด จากคุณูปการของบทความของอาจารย์ประเวศ ผู้เขียนนึกถึงถ้อยคำสมัยเด็กๆที่ชอบพูดกันว่า “เย้วๆ น่าไม่อาย” เวลาเราจะล้อเพื่อน คงถึงเวลาที่ผู้เขียนคงต้องล้อตนเองอีกครั้งหนึ่งว่า “เย้วๆ น่าไม่อาย อาจารย์ประเวศเตือนแล้ว ทำไมไม่ทำ”
6.เริ่มใหม่ยังไม่สาย
แม้สภาวะไม่พึงประสงค์(undesirable occurrences)หลายประการจะเกิดขึ้นแล้ว ทั้งในกระบวนการสรรหาอธิการบดี มศว และในกระบวนการจัดทำวิสัยทัศน์ มศว ก็ตามที แต่ผู้เขียนคิดว่ายังไม่สายเกินแก้ ถ้าสายเกินแก้เสียแล้ว อาจารย์ประเวศคงไม่นำเสนอบทความดังกล่าวต่อสังคมไทย
เราจะเริ่มกันอย่างไรดี ผู้เขียนคิดว่า ข้อบังคับ มศว เป็นกลไกที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์หลายสิ่งที่เราต้องการ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องเริ่มจากสาระในข้อบังคับนั้นเอง โดยมีกระบวนการ ดังต่อไปนี้
(1)ประชาคม มศว หรือ สภา มศว ร่วมกันหรือเปิดโอกาส ให้เกิดการร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ และวิพากษ์ อย่างเปิดกว้างและครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง ในประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่างๆในข้อบังคับ ตามกรอบคิดในบทความของอาจารย์ประเวศ
(2)เปิดเวทีสาธารณะใน มศว เพื่อให้ประชาคม มศว ร่วมกันนำเสนอประเด็นแก้ไขปรับปรุง โดยให้มีการนำเสนอหลักการรองรับในแต่ละประเด็นที่แก้ไขอย่างชัดเจน
(3)เมื่อได้ข้อยุติในการถกเถียงในประเด็นต่างๆแล้ว นำเสนอต่อสภา มศว เพื่อพิจารณาและแก้ไขข้อบังคับเก่า ให้สอดคล้องกับหลักคิดตามบทความของอาจารย์ประเวศ
จากขั้นตอนทั้ง 3 ที่กล่าวมา ข้อบังคับใหม่ที่แก้ไขแล้ว จึงมีฐานะเป็นผลผลิตร่วมของปัญญาร่วมของคน มศว(SWU common wisdom-based product)และจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในกิจการของ มศว ในอนาคตอย่างกระตือรือร้น อย่างมีความสุข และอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
7.บทสรุป
การได้มาซึ่งผู้นำของ มศว และการจัดทำวิสัยทัศน์ของ มศว เป็นกระบวนการแฝด(dual processes)ที่มีลักษณะปิดและปิดลับ(closed and secret) ซึ่งไม่เอื้อต่อการสร้างสรรค์องค์กร มศว(detrimental to organizational creativity)ในภาวะปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่กระบวนทัศน์ฐานอำนาจ(power-based paradigm)ดังกล่าว จะต้องปรับเปลี่ยนไปสู่กระบวนทัศน์ฐานปัญญา(wisdom-based paradigm)อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เกิดผู้นำ มศว และวิสัยทัศน์ มศว ที่มีลักษณะเปิดและโปร่งใส(open and transparent) ซึ่งยังไม่สายเกินไป และยังไม่ยากเกินการกระทำสำหรับประชาคม มศว ยุทธศาสตร์ทางปัญญาแบบมีส่วนร่วม(participatory wisdom strategy)คือคำตอบสำหรับความร่มเย็นเป็นสุขของประชาคม มศว และสังคมไทยโดยส่วนรวม
[1] ตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2550 ปอมท. เรื่อง “ทิศทางอุดมศึกษาไทย: จุดเปลี่ยนที่ท้าทาย” วันที่ 6-7 กันยายน 2550 ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ หลักสี่ กรุงเทพฯ หน้า 242-248
[2] ประเด็นนี้ ยังเป็นปัญหาแฝงเร้นอยู่ เพราะมิได้มีข้อบังคับใดๆที่ระบุว่า ให้คณะกรรมการสรรหาสามารถคัดเลือกไว้เพียง 3 ชื่ออย่างชัดเจน เพื่อให้มานำเสนอวิสัยทัศน์ ก่อนที่จะคัดเลือกให้เหลือเพียง 1 ชื่อ เพื่อเสนอต่อสภา มศว ดังเช่นกรณีของการสรรหานายกสภา มศว และกรรมการสภา มศว ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งข้อบังคับได้ระบุจำนวนที่ต้องคัดเลือกไว้ก่อนพิจารณาขั้นสุดท้ายอย่างชัดเจน ดังนั้น การที่คณะกรรมการสรรหากำหนดเอาเองว่า ต้องการคัดไว้ 3 ชื่อนั้น ย่อมกระทบต่อประโยชน์ของผู้ที่ถูกคัดออกก่อนอย่างแน่นอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)